WDC มองตลาดกระเบื้องไทยยังเติบโตต่อเนื่อง หนุนจากกระแสรีโนเวตบ้านและดีมานด์บ้านระดับบน พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมกระเบื้องใหม่ในงานสถาปนิก’69 ชู 4 เทรนด์สำคัญปี 2026 ทั้ง Wellness, ดีไซน์ธรรมชาติ, กระเบื้องแผ่นใหญ่ และความยั่งยืน รองรับไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่
วันที่ 30 เม.ย.69 บริษัท เวสเทิร์น เดคอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WDC ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายกระเบื้องพื้นและผนังระดับพรีเมียมของประเทศไทย ประเมินตลาดวัสดุตกแต่งระดับพรีเมียมครึ่งปีหลังยังเติบโต แม้เศรษฐกิจชะลอ โดยได้แรงหนุนจากตลาดบ้านระดับบนและกระแสรีโนเวตที่อยู่อาศัยเดิม พร้อมเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ รองรับ 4 เทรนด์การอยู่อาศัยปี 2026 ได้แก่ สุขภาพ ดีไซน์ธรรมชาติ พื้นที่ไร้รอยต่อ และความยั่งยืน ภายในงานสถาปนิก’69 ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี
นายบัณฑิต หิรัญญนิธิวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสเทิร์น เดคอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีนี้อยู่ในภาวะ “ทรงตัวแบบเลือกข้าง” เนื่องจากตลาดเติบโตไม่เท่ากันทุกเซกเมนต์ โดยตลาดระดับแมส ยังได้รับแรงกดดันจากกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน และภาวะสินเชื่อที่เข้มงวด ขณะที่กลุ่มระดับกลางถึงบน และอัลตร้าลักชัวรี ยังคงแข็งแรง พร้อมแรงหนุนเพิ่มเติมจากตลาดรีโนเวตบ้านเดิมที่ขยายตัวต่อเนื่อง”
“สำหรับตลาดกระเบื้องไทยในปัจจุบันมีมูลค่าประมาณ 3 หมื่นล้านบาท โดย WDC เป็นผู้เล่น Top 3 ที่ครองตลาดรวมกันกว่า 70-80% โดยเราตั้งเป้าเติบโต 10% ในปีนี้ มาจากกระแสการซื้อบ้านมือสองและการรีโนเวตบ้านเดิม ซึ่งมีความคุ้มค่ากว่าการซื้อบ้านใหม่ในทำเลเดียวกัน ทำให้ผู้บริโภคสามารถนำงบประมาณมาปรับปรุงพื้นที่อยู่อาศัยให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเองได้มากขึ้น"
"พฤติกรรมในการเลือกซื้อกระเบื้องของลูกค้าในปัจจุบันไม่เพียงให้ความสำคัญเรื่องราคา แต่ยังคำนึงถึง ดีไซน์ ฟังก์ชันการใช้งาน ในแง่ความทนทาน และความปลอดภัยที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต จุดนี้เองคือโอกาสของ WDC ที่เรามีนวัตกรรมสินค้าที่ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างตรงจุด และสร้างความแตกต่างในตลาดอย่างชัดเจน”
สำหรับการเข้าร่วมงานสถาปนิก’69 ปีนี้ WDC ได้นำเสนอคอลเลกชันและนวัตกรรมใหม่เพื่อตอบโจทย์ทั้งด้านดีไซน์ เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตของผู้ใช้งาน โดยมีไฮไลต์สำคัญ ดังนี้
MILANO SUBLIME Collection : คอลเลกชันระดับพรีเมียมที่สะท้อนความงามเชิงสถาปัตยกรรมระดับโลก โดยนับเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 600 ปี ที่ลวดลายหินจากมหาวิหาร Duomo di Milano กรุงมิลาน ประเทศอิตาลี ได้รับอนุญาตให้นำมาถอดแบบอย่างถูกต้อง ผ่านกระบวนการสแกนพื้นผิวต้นแบบอย่างละเอียด ก่อนพัฒนาเป็นกระเบื้องพอร์ซเลนระดับพรีเมียมสำหรับงานสถาปัตยกรรมร่วมสมัย ทั้งนี้ รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายจะนำกลับไปสนับสนุนมูลนิธิผู้ดูแลมหาวิหารแห่งนี้
GRAVITY Collection : นวัตกรรมกระเบื้องรุ่นใหม่ที่พัฒนาบน HARDITEC Technology เทคโนโลยีผิวกระเบื้องแบบ Ultra Scratch Resistant ให้ค่าความแข็งระดับ 9 บน Mohs Hardness Scale รองจากเพชรที่ระดับ 10 และสูงกว่ามาตรฐานกระเบื้องทั่วไปที่อยู่ในระดับ 6–7 ช่วยเพิ่มความทนทานต่อรอยขีดข่วน เหมาะสำหรับพื้นที่ที่มีการใช้งานหนักหรือมีการสัญจรหนาแน่น พร้อมคุณสมบัติ Stain Resistance Class 5 ต้านทานคราบสกปรกระดับสูงสุด ช่วยยืดอายุการใช้งาน ลดความถี่ในการเปลี่ยนหรือซ่อมแซม และลดขยะจากงานก่อสร้างในระยะยาว สะท้อนแนวคิดด้านประสิทธิภาพควบคู่ความยั่งยืน โดยคอลเลกชันนี้ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Best Innovation Award 2026 ภายในงานสถาปนิก’69
นวัตกรรมเจ้าของรางวัล Best Innovation Award : WDC ยังได้นำนวัตกรรมที่เคยได้รับรางวัล Best Innovation Award จากงานสถาปนิกมาร่วมจัดแสดง ได้แก่ Micro-Structured Technology เทคโนโลยีพื้นผิวที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยด้านการกันลื่น โดยยังคงความสวยงามและสัมผัสที่สบายในการใช้งาน และ UNITEC Technology กระเบื้อง Pet-Friendly ที่ออกแบบเพื่อเพิ่มความทนทาน เสถียรภาพ และตอบโจทย์บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง รวมถึงโครงการที่มีการใช้งานหนัก ตอกย้ำความเชี่ยวชาญของ WDC ในการพัฒนานวัตกรรมวัสดุตกแต่งที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตยุคใหม่
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคไทยมีความเข้าใจเรื่องวัสดุตกแต่งมากขึ้นอย่างชัดเจน และเปิดรับแนวคิดการออกแบบระดับโลกได้รวดเร็วกว่าในอดีต จากเดิมที่เทรนด์ใหม่จากต่างประเทศอาจใช้เวลาหลายปีกว่าจะเข้าสู่ตลาดไทย ปัจจุบันผู้บริโภคสามารถเข้าถึงแรงบันดาลใจและเลือกใช้วัสดุใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น สำหรับทิศทางตลาดวัสดุตกแต่งในปีนี้ต่อเนื่องสู่ปี 2569 จะขับเคลื่อนด้วย 4 เทรนด์สำคัญ ได้แก่
1. Wellness Living ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับวัสดุที่ปลอดภัย ดูแลง่าย ลดการสะสมเชื้อโรค และเหมาะกับทุกคนในบ้าน หรือแม้กระทั่งสัตว์เลี้ยง อย่างสินค้าของ WDC เช่น MICROTEC (กันลื่น), Anti-Bacteria Technology และ UNITEC Technology ที่กันลื่น ผิวนุ่มและทำความสะอาดง่าย และยังตอบโจทย์สำหรับกลุ่ม Pet Friendly สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ได้รับการตอบรับดีมาก
2. Natural & Textured Materials วัสดุที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นลายหินอ่อน หินธรรมชาติ ไม้ หรือพื้นผิวสัมผัสพิเศษ ที่ให้ความงามเสมือนจริง แต่มีประสิทธิภาพ ทั้งความทนทาน ดูแลง่าย และใช้งานได้ยาวนาน เช่น Micro Structure Technology ที่จำลองผิวหน้าของหินทราเวอร์ทีนที่มีรูพรุนแต่ไม่เก็บฝุ่น คงความสวยงามตามธรรมชาติ แต่ดูแลรักษาง่าย
3. Seamless & Large Format Design กระเบื้องแผ่นใหญ่พิเศษช่วยลดรอยต่อ ทำให้พื้นที่ดูโปร่ง โล่ง และมีความต่อเนื่องของสเปซ ซึ่ง WDC สามารถทำให้วัสดุกลุ่มนี้มีความเสมือนจริงมากกว่าในท้องตลาด จากเทคนิคการฝังสายแร่หินให้ลงไปอยู่ในเนื้อจึงทำให้มีความใกล้เคียงกับหินจริงตามธรรมชาติอย่างมาก
4. Sustainability ผู้บริโภคเริ่มสนใจวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และแบรนด์ที่มีแนวคิดความยั่งยืนมากขึ้น WDC ปีนี้เรามีนวัตกรรมใหม่ Harditec Technology ที่ ช่วยให้กระเบื้องมีคุณสมบัติคงทนขึ้นในระดับรองจากเพชร ซึ่งจะช่วยให้ไม่ต้องเปลี่ยนวัสดุบ่อยๆ ลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และยังลดขยะจากการทุบทำลายอีกด้วย
สำหรับแผนธุรกิจปีนี้ WDC เดินหน้าขยายการเข้าถึงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ผ่านการเปิดสาขาในหัวเมืองศักยภาพ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ สมุย และนครราชสีมา ซึ่งรวมกันแล้วจะมีทั้งหมด 9 แห่งทั่วประเทศ อีกทั้งยังยกระดับโชว์รูมสู่ Experience Center ที่ตอบโจทย์ทั้งเจ้าของบ้าน ผู้พัฒนาโครงการ สถาปนิก และนักออกแบบ เพื่อให้เห็นภาพการใช้งานจริงและเลือกวัสดุได้อย่างมั่นใจมากขึ้น ทั้งนี้ ยังมีทีมที่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญดูแลทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกสินค้า การตรวจสอบคุณภาพ การจัดเก็บ ไปจนถึงการขนส่งถึงหน้างาน ตอกย้ำจุดยืนการเป็นพาร์ทเนอร์ครบวงจรที่พร้อมสนับสนุนความสำเร็จของทุกโครงการ่
"หัวใจสำคัญในการดำเนินธุรกิจของ WDC คือการสร้างความพึงพอใจและส่งมอบทางเลือกที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า โดยเรามุ่งคัดสรรกระเบื้องคุณภาพพรีเมียมที่โดดเด่นด้านดีไซน์ ผสานเทคโนโลยีทันสมัยเทียบเท่ากับต่างประเทศ เพื่อตอบโจทย์ทุก Pain Point ของการอยู่อาศัย นอกจากนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน WDC ยังดึงจุดแข็งด้านเครือข่ายแหล่งผลิตที่หลากหลายจากทั่วโลก มาเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการ เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้รับความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุด" คุณบัณฑิต กล่าว








