ธุรกิจ

"สุริยะ" ลุยช่วยชาวนาเต็มที่ รับมือความเสี่ยงเอลนีโญ กระทบภาคเกษตรในอนาคต

แชร์ข่าว

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้หารือกับนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย เกี่ยวกับแนวทางดูแลและแก้ไขปัญหาของชาวนาทั่วประเทศ โดยสมาคมฯ เตรียมจัดประชุมสามัญประจำปี 2569 ระหว่างวันที่ 25–26 เม.ย. เพื่อรวบรวมปัญหาและข้อเสนอจากเกษตรกร ทั้งจากความแปรปรวนของสภาพอากาศและผลกระทบจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ก่อนเสนอให้กระทรวงเกษตรฯ พิจารณาแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม

นายสุริยะ กล่าวว่า แม้การกำหนดราคาข้าวและสินค้าเกษตรจะอยู่ในความรับผิดชอบหลักของกระทรวงพาณิชย์ แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พร้อมสนับสนุนมาตรการที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะด้านปัจจัยการผลิต เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนของเกษตรกร

ล่าสุดได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมวิชาการเกษตร เร่งสรุปความต้องการใช้และปริมาณสำรองปุ๋ยเคมีของประเทศ เพื่อประกอบการพิจารณานำเข้าปุ๋ยจากรัสเซีย ป้องกันความเสี่ยงการขาดแคลน และดูแลราคาในประเทศไม่ให้สูงเกินจริง ท่ามกลางภาวะตลาดโลกผันผวน

ทั้งนี้ การมีแหล่งนำเข้าเพิ่มเติมจะช่วยเพิ่มการแข่งขันและลดแรงกดดันด้านราคาเบื้องต้นทราบว่า​ราคาปุ๋ยยูเรียจากรัสเซียอยู่ที่ประมาณ 800–850 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ค่าขนส่งไม่เกิน 90 ดอลลาร์ต่อตัน โดยจากการหารือกับฝ่ายรัสเซีย ได้ขอโควตานำเข้าไว้ที่ 1–2 ล้านตัน อย่างไรก็ตาม ปริมาณนำเข้าจริงจะพิจารณาตามความจำเป็น โดยคำนึงถึงประโยชน์ของเกษตรกรเป็นสำคัญ ขณะที่รายละเอียดด้านชนิดและราคาเป็นไปตามการเจรจาของภาคเอกชนทั้งสองประเทศ

ขณะเดียวกัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้ามาตรการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่การเกษตรอย่างเข้มงวด โดยผลักดันสู่ระบบเกษตรสีเขียว (Green Agriculture) เพื่อลดปัญหาฝุ่น PM2.5 และยกระดับการผลิตอย่างยั่งยืน หากตรวจพบการลักลอบเผาจะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที พร้อมกำหนดมาตรการตัดสิทธิ์เกษตรกรที่มีประวัติการเผาในพื้นที่การเกษตร ไม่ให้เข้าร่วมโครงการสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพเกษตรกร ระหว่างวันที่ 1 เม.ย. 2569 ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2571 ยกเว้นกรณีช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตร

ด้านการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ฤดูนาปี นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร เพื่อกำหนดมาตรการรองรับทั้งภัยแล้งและผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์

จากการประเมินสถานการณ์ พบว่าปรากฏการณ์เอนโซ (ENSO) ยังอยู่ในภาวะปกติ แต่มีแนวโน้มเข้าสู่สภาวะเอลนีโญในช่วงเดือนพฤษภาคม–กรกฎาคม 2569 ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดฝนทิ้งช่วงในช่วงต้นฤดูการผลิต​จึงกำชับ​ให้​กรมชลประทานเตรียมบูรณาการข้อมูลและวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำทั้งภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภค

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ ย้ำว่าการดูแลพื้นที่การเกษตรควบคู่กับการรักษาพื้นที่ต้นน้ำ เป็นภารกิจสำคัญในการสร้างสมดุลระหว่างการผลิตและสิ่งแวดล้อม เพื่อรับมือความไม่แน่นอนจากสภาพอากาศและสถานการณ์โลก พร้อมส่งต่อทรัพยากรธรรมชาติและความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืนในระยะยาว