จากกรณีที่มีข่าวปรากฏในสื่อสังคมออนไลน์ในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา เรื่องการชักชวนคนไทยไปทำงานในประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงกรณีที่มีคนไทยหายตัวไปแต่มีสัญญาณติดต่อได้ครั้งสุดท้ายที่จังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเฉพาะจังหวัดสระแก้ว นั้น นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้แสดงความห่วงใยถึงปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งกล่าวว่า ได้สั่งการให้กรมการจัดหางานเร่งดำเนินการตรวจสอบ โดยให้ประสานความร่วมมือกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ให้ดำเนินการติดตามขบวนการหลอกลวงที่ใช้ช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ในการรับสมัครงานเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวงดังกล่าว
รมว.แรงงาน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานไทยและป้องกันการตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวง โดยจะเร่งสืบสวนรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด พร้อมทั้งเพิ่มการเฝ้าระวังและตรวจสอบการโฆษณารับสมัครงานผ่านสื่อออนไลน์อย่างใกล้ชิด ซึ่งจากการติดตามสถานการณ์พบว่าปัจจุบันมีการแอบอ้างเปิดรับสมัครงานต่างประเทศผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์หลายช่องทาง โดยมักโฆษณาว่ามีรายได้สูง ทำงานง่าย หรือไม่ต้องมีทักษะพิเศษ เพื่อจูงใจให้ประชาชนหลงเชื่อ
“ขอฝากเตือนไปยังพี่น้องคนไทย หากต้องการไปทำงานต่างประเทศ ขอให้ผ่านบริษัทจัดหางานที่ได้รับอนุญาตจากกรมการจัดหางานเท่านั้น และควรตรวจสอบข้อมูลนายจ้าง สถานที่ทำงาน และสัญญาจ้างให้ชัดเจน อย่าหลงเชื่อการชักชวนที่อ้างรายได้สูงผิดปกติ หรือไม่ต้องผ่านขั้นตอนทางราชการ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงได้” รมว.แรงงาน กล่าวและว่า พฤติกรรมดังกล่าวไม่ใช่แค่การหลอกลวง แต่เป็นการค้ามนุษย์ในรูปแบบใหม่ ซึ่งแม้จะมีมาตรการควบคุมชายแดน แต่ยังพบคนไทยถูกหลอกไปทำงานอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลจาก Global Anti-Scam Alliance หรือ GASA และสถาบันวิจัยด้านความมั่นคงทางไซเบอร์ ได้เปิดเผยรายงาน State of Scams in Thailand ของปี 2025 ระบุว่า ปัญหาสแกมเมอร์ในประเทศไทยยังคงเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ โดยจากการสำรวจพบว่า คนไทยมากถึง 6 ใน 10 คน เคยตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ
ทั้งนี้ โดยเฉลี่ย คนไทยจะเจอมิจฉาชีพมาพยายามหลอกเอาเงิน 172 ครั้งต่อปี หรือทุก ๆ 2 วัน จะเจออย่างน้อยหนึ่งครั้ง และยังพบว่าคนไทยที่ถูกหลอกให้เสียเงินกับกลุ่มมิจฉาชีพ มีมูลค่าที่มากที่สุดอันดับ 3 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์และมาเลเซีย โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา ประชากรในภูมิภาคอาเซียน สูญเสียเงินเป็นมูลค่าถึง 7.7 แสนล้านบาท ให้กับมิจฉาชีพ







