วันที่ 9 มีนาคม 2569 นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยเผชิญปัญหาวิกฤตมาหลายครั้ง อาทิ ภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐ แผ่นดินไหว และล่าสุดมาเจอสงคราม ซึ่งที่ผ่านมากลไกตลาดก็ยังดำเนินต่อไปได้ ยังดูแลให้การซื้อขายดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง และยังประเมินสถานการณ์สงครามอย่างใกล้ชิดโดยเมื่อ 4 มี.ค.ที่ผ่านมา ได้ใช้มาตรการ Circuit Breaker ระดับที่ 1 ครั้งแรกของปีนี้ เมื่อดัชนีปรับลดลง 8% ส่งผลให้ตลาดหยุดพักการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที เพื่อให้นักลงทุนมีเวลาประเมินข้อมูลก่อนกลับมาซื้อขายอีกครั้ง ซึ่งหลังจากเปิดซื้อขายช่วงบ่าย ตลาดก็สามารถปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเช้า ยังไม่มีหุ้นใหญ่ตัวไหนลงแรง สะท้อนว่ากลไกดังกล่าวยังทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีมาตรการควบคุมความผันผวนหลายชั้น ทั้ง Circuit Breaker 3 ระดับ เมื่อดัชนีปรับลด 8% และ 15% หยุดการซื้อขาย 30 นาที และ เมื่อดัชนีปรับลด 20% หยุดการซื้อขาย 1 ชั่วโมง ยังมีเกณฑ์การกำหนด Ceiling-Floor ±30% รวมถึงกลไก Dynamic Price Band และ Auto Pause ที่ช่วยชะลอการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นรายตัว หากมีความผันผวนรุนแรงเกินไป
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังติดตามผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างใกล้ชิด หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งขึ้นแตะระดับกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่ม โดยเฉพาะภาคส่งออกและการท่องเที่ยว แต่ตลาดหุ้นไทยแม้จะลงแรงแต่ยังลงน้อยกว่าเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ขณะที่บางธุรกิจอาจได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น
นายอัสสเดช กล่าวว่าอ ทีมงานของตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังติดตามพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนทุกประเภทอย่างใกล้ชิด ทั้งนักลงทุนรายบุคคล สถาบัน หรือการซื้อขายแบบ Program Trading เพื่อให้การซื้อขายเป็นไปอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจและตลาดทุนมีความผันผวน เพื่อให้นักลงทุนมีข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจลงทุน
อย่างไรก็ตาม หากเกิดสถานการณ์ที่รุนแรงเกินคาด คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมประชุมฉุกเฉินเพื่อพิจารณามาตรการเพิ่มเติมได้ทันที แต่จากการประเมินสถานการณ์ตลาดทั่วโลกในขณะนี้ เชื่อว่ายังไม่ถึงระดับที่ต้องใช้มาตรการพิเศษเพิ่มเติมจากกลไกที่มีอยู่ในปัจจุบัน








