กมธ.พลังงานวุฒิสภา รื้อต้นทุนแฝงค่าไฟ จ่อลดได้ 10 สตางค์ต่อหน่วย สรุปผล ก.ค.นี้
กมธ.พลังงานวุฒิสภา รื้อต้นทุนแฝงค่าไฟ จ่อลด 10 สตางค์ เล็งสรุปผล ก.ค. นี้
วันที่ 22 มิ.ย.69 ที่รัฐสภา นายพรเพิ่ม ทองศรี ประธานกรรมาธิการการพลังงาน วุฒิสภา พร้อมด้วย นายสัมพันธ์ ชัยวิเศษจินดา รองประธาน นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน อนุกรรมาธิการ นายชูศักดิ์ วงษ์สวัสดิ์ ที่ปรึกษาและอนุกรรมาธิการ และคณะกรรมาธิการ ร่วมกันแถลงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็นต้นทุนค่าไฟฟ้าแฝงที่ส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน
นายพรเพิ่มเปิดเผยว่าค่าไฟฟ้าในปัจจุบันไม่ได้มาจากต้นทุนการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอื่นที่ผสมเข้ามาเป็นต้นทุนแฝง 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ ค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment หรือ AP) ภาระจากนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน ภาระค่าไฟฟ้าสาธารณะ และหนี้สินสะสมของการไฟฟ้า
โดยเฉพาะประเด็นค่าไฟฟ้าสาธารณะหรือค่าไฟส่องสว่างตามท้องถนนทั่วประเทศที่ประชาชนเกิดความสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องร่วมรับภาระในบิลค่าไฟส่วนตัว ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าปัจจุบันการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคและการไฟฟ้านครหลวงรับผิดชอบค่าไฟส่วนนี้ในสัดส่วน 10% และตัดเป็นบัญชีค่าใช้จ่ายการสูญเสียในระบบ แม้จะไม่ได้ถูกนำไปคิดรวมในค่า FT โดยตรง แต่กลับถูกรวมอยู่ในโครงสร้างราคาต้นทุนค่าไฟฟ้าฐานที่กระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้ง 8 ประเภท
ครอบคลุมตั้งแต่มิเตอร์ภาคครัวเรือนกว่า 24 ล้านราย หรือคิดเป็น 26% ของผู้ใช้ไฟทั้งหมด ไปจนถึงกลุ่มอุตสาหกรรมและ SMEs อีกกว่า 50% กรรมาธิการมองว่าหากปรับเปลี่ยนให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงอย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กรมทางหลวง หรือกรมทางหลวงชนบท เป็นผู้จัดสรรงบประมาณภาษีมาชำระค่าไฟส่วนนี้ตามหลักการ "ผู้ใช้เป็นผู้จ่าย" จะสามารถนำเงินมูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาทกลับคืนมาสู่ระบบ และช่วยลดราคาค่าไฟฟ้าในภาพรวมลงได้ถึง 10 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากปัจจุบัน อปท. ส่วนใหญ่มีรายได้เป็นของตนเองแล้ว การบริหารจัดการงบประมาณค่าไฟส่องสว่างเองจึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมและช่วยลดภาระที่ซ้ำซ้อนของประชาชน
“ยอมรับว่าเรื่องต้นทุนแฝงที่ประชาชนสงสัยนั้นเป็นเรื่องจริง ซึ่งกรรมาธิการจะจัดตั้งคณะทำงานมาศึกษาติดตามเรื่องนี้ให้ละเอียดและโปร่งใส โดยเฉพาะประเด็นค่าไฟสาธารณะที่เรามองเห็นหนทางบริหารจัดการให้นำเงินสองหมื่นล้านบาทกลับมาลดค่าไฟให้ประชาชนได้ถึง 10 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งคาดว่าการศึกษาทั้งหมดจะแล้วเสร็จและชัดเจนภายในเดือนกรกฎาคมนี้” นายพรเพิ่ม กล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนของค่าความพร้อมจ่ายหรือค่า AP นายประเสริฐศักดิ์ได้ชี้แจงโดยเปรียบเทียบว่าเหมือนการเช่ารถยนต์มาใช้งานที่ต้องจ่ายค่าเช่ารายเดือนแม้จะไม่ได้ขับ ส่วนค่าน้ำมันคือค่าเชื้อเพลิงที่จ่ายตามการใช้งานจริง ซึ่งสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ที่ทำไว้ตั้งแต่ปี 2535 มักเป็นสัญญาระยะยาว 25 ปีเพื่อให้ผู้ลงทุนสามารถกู้เงินจากธนาคารได้
ทางกรรมาธิการจึงเสนอแนวทางปรับรูปแบบการประกันค่าความพร้อมจ่ายในอนาคตให้สั้นลงสอดคล้องกับระยะเวลาเงินกู้ประมาณ 12-15 ปี และหลังจากนั้นจึงให้เข้าสู่ระบบตลาดซื้อขายไฟฟ้าเพื่อแข่งขันด้านราคา ซึ่งจะช่วยลดภาระค่าไฟได้ในระยะกลางและระยะยาว
ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งรวบรวมข้อมูลเพื่อสรุปแนวทางที่เหมาะสมที่สุด โดยคาดว่าผลการศึกษาที่ชัดเจนจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในเดือนกรกฎาคม 2569 เพื่อคลายความสงสัยและปกป้องผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนอย่างเป็นธรรมและทั่วถึง