ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดเช้านี้ (6 พ.ย.) ด้วยแรงบวก โดยเคลื่อนไหวตามทิศทางของตลาดหุ้นวอลล์สตรีทที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังจากบริษัท เอเอ็มดี (AMD) รายงานผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ออกมาดีเกินคาด ส่งผลให้หุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามกันไปอย่างคึกคัก
ขณะเดียวกัน นักลงทุนในภูมิภาคยังคงให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงเป็นวันแรกของหุ้นบริษัทรถยนต์ไร้คนขับยักษ์ใหญ่จากจีน ได้แก่ วีไรด์ (WeRide) และ โพนี.เอไอ (Pony.ai) ซึ่งทั้งสองบริษัทดังกล่าวได้จดทะเบียนซื้อขายในตลาดสหรัฐอเมริกาอยู่แล้ว
ด้านความเคลื่อนไหวในสหรัฐฯ เทรดเดอร์เริ่มปรับลดการคาดการณ์ ที่ว่าศาลฎีกาสหรัฐฯ จะมีคำตัดสินรับรองมาตรการขึ้นภาษีศุลกากรที่เป็นนโยบายหลักของอดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ภายหลังจากที่ผู้พิพากษาหลายคนได้แสดงท่าทีอย่างเปิดเผยว่าไม่มั่นใจในความถูกต้องตามกฎหมายของอำนาจทางการค้าขนาดใหญ่ที่รัฐบาลนำมาบังคับใช้
ข้อมูลจากแพลตฟอร์มคัลชี (Kalshi) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการเดิมพันเกี่ยวกับเหตุการณ์ ระบุว่า สัญญาเดิมพันเกี่ยวกับผลการตัดสินของศาลต่อมาตรการภาษีของทรัมป์ ร่วงลงเหลือประมาณ 30% จากเดิมที่เคยสูงเกือบ 50% ก่อนหน้าการไต่สวนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (5 พ.ย.)
ผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้ขึ้นบัลลังก์เริ่มการพิจารณาคดีเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน เพื่อชี้ชะตามาตรการภาษีการค้าอันเป็นนโยบายสำคัญของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยก่อนหน้านี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ เคยมีคำสั่งระงับการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั้งหมด โดยให้เหตุผลว่า ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) พร้อมทั้งระบุอย่างชัดเจนว่า อำนาจในการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวเป็นของ สภาคองเกรส ไม่ใช่ของประธานาธิบดี
อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาจะยังไม่ประกาศคำตัดสินในทันที เนื่องจากกระบวนการพิจารณามีความซับซ้อนสูง และอาจใช้เวลาหลายเดือน โดยคาดการณ์ว่าอย่างช้าที่สุด ศาลจะมีคำวินิจฉัยภายในสิ้นเดือนมิถุนายน ปี 2569
ในส่วนของตัวเลขทางเศรษฐกิจ บริษัทออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 42,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 22,000 ตำแหน่งอย่างมาก หลังจากที่ลดลง 29,000 ตำแหน่งในเดือนกันยายน นอกจากนี้ ADP ยังระบุว่า ตัวเลขค่าจ้างยังคงเพิ่มขึ้นในอัตรา 4.5% เมื่อเทียบรายปีในเดือนตุลาคม ซึ่งเป็นอัตราเดียวกันกับในเดือนกันยายน
ขณะที่สมาคมธนาคารเพื่อการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBA) ของสหรัฐฯ รายงานว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย ลดลง 1.9% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องมาจากอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยจำนวนผู้ที่ยื่นขอสินเชื่อเพื่อการรีไฟแนนซ์ลดลง 3% ในสัปดาห์ที่แล้ว แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ตัวเลขดังกล่าวกลับเพิ่มขึ้นถึง 151%
ด้านตลาดตราสารหนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ได้พลิกตัวดีดกลับขึ้นไปเหนือระดับ 4.1% ทันที หลังจากการเปิดเผยตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนที่สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดย ณ เวลา 20.57 น. ตามเวลาไทยเมื่อวานนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี อยู่ที่ระดับ 4.114% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี อยู่ที่ระดับ 4.703%
สำหรับสถานการณ์ภัยพิบัติ พายุดีไต้ฝุ่นคัลแมกี (Kalmaegi) ได้พัดถล่มพื้นที่ตอนกลางของประเทศฟิลิปปินส์เมื่อวานนี้ (5 พ.ย.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 80 ราย และมีผู้สูญหายอีก 75 ราย ข้อมูลจากสำนักงานป้องกันพลเรือนของฟิลิปปินส์ระบุว่า มีประชาชนมากกว่า 570,000 คน ต้องอพยพออกจากบ้านเรือน เนื่องจากเกิดภาวะน้ำท่วมรุนแรงและความเสียหายเป็นวงกว้าง โดยเกาะท่องเที่ยว เซบู ได้รับผลกระทบหนักที่สุดและมีผู้เสียชีวิตมากกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมด
ข้อมูลและเหตุการณ์เศรษฐกิจสำคัญที่ต้องจับตาในวันนี้ (6 พ.ย.) ได้แก่
เกาหลีใต้เปิดเผยดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนกันยายน
ออสเตรเลียเปิดเผยยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือนกันยายน
ญี่ปุ่นเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือนตุลาคมจาก S&P Global
อินเดียเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือนตุลาคมจาก S&P Global
เยอรมนีเปิดเผยการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนกันยายน
อียูเปิดเผยยอดค้าปลีกเดือนกันยายน
ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ประชุมนโยบายการเงินและแถลงมติอัตราดอกเบี้ย
สหรัฐฯ เปิดเผยจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และสต็อกสินค้าคงคลังภาคค้าส่งเดือนกันยายน
#ภาษีทรัมป์ #ศาลฎีกาสหรัฐ #หุ้นเอเชีย #AMD #คัลแมกี #พายุฟิลิปปินส์ #ข่าวเศรษฐกิจ #ข่าวรอบโลก








