วันที่ 2 ต.ค.68 นางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล อดีต สส.พรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่าน Amarat Chokepamitkul อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ระบุว่า ใครยังไม่มีเวลาตาม เชิญทางนี้! สรุปการอภิปรายของ “วิโรจน์ ลักขณาอดิศร” ที่นำมาสู่คำถามว่า หรือทั้งหมดนี้จะเป็น “เครือข่ายทุนเทาข้ามชาติ ขนเงินบาปจ้องฮุบประเทศไทย?”
(1) ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 1 ต่อรัฐสภาเมื่อวานนี้ (30 ก.ย.) วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายนโยบายข้อที่ 9.1 ของรัฐบาล ว่าด้วยการปราบปรามขบวนการคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์ เชื่อมโยงกับกรณีการซื้อขายหุ้น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (BCP) มูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาท โดยเครือข่ายทุนข้ามชาติที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับขบวนการคอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมไซเบอร์ในกัมพูชา
(2) วิโรจน์ไล่ไทม์ไลน์การเข้าซื้อหุ้นบางจากของเครือข่ายทุนข้ามชาตินี้ว่า…
o ปี 2567 สำนักข่าว Asia Sentinel รายงานว่ามี “กองทุนลึกลับ” พยายามเข้าซื้อหุ้นบางจากทั้งหมด ที่กองทุนประกันสังคมของไทยถือครองอยู่ 14.18% เป็นมูลค่ากว่า 7,000 ล้านบาท แต่เมื่อคณะอนุกรรมการบริหารการลงทุนสำนักงานประกันสังคม สอบถามว่าผู้ที่จะซื้อหุ้นเป็นใคร กลับไม่ได้คำตอบ ทำให้การซื้อหุ้นบางจากครั้งนั้นไม่เกิดขึ้น
o ต่อมามีกองทุนจากสิงคโปร์ชื่อ แคปปิตอล เอเชีย อินเวสต์เมนท์ (CAI) ได้เข้ามาถือครองหุ้นบางจากในสัดส่วนสูงถึง 14%
o เดือนมีนาคม 2568 กองทุน CAI เทขายหุ้นกว่า 9% ให้บริษัทไทย อัลฟ่า ชาร์เตอร์ด เอนเนอจี้ (ACE) ซึ่งเพิ่งก่อตั้งขึ้นในปีเดียวกัน และมีทุนจดทะเบียนเพียง 50 ล้านบาท โดยบริษัท ACE ยังได้ไล่ซื้อหุ้นบางจากเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนวันที่ 9 เมษายน 2568 ACE ครอบครองหุ้นบางจากถึง 20%
(3) วิโรจน์สืบค้นต่อก็พบว่าธุรกรรมเหล่านี้เชื่อมโยงไปถึงบุคคลหนึ่งชื่อ “เบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์” หรือ “เบน สมิธ” ซึ่งเป็นคนที่มีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับ “ฮุน เซน” และกลุ่มทุนธนาคารในกัมพูชา เบน สมิธถูกตั้งข้อสงสัยอย่างหนักว่าอาจเข้าไปเกี่ยวพันกับธุรกิจสีเทา ขบวนการคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์ ซึ่งมีฐานปฏิบัติการใหญ่ในกัมพูชา มูลค่าราว 4–6 แสนล้านบาท หรือเท่ากับ 60% ของจีดีพีประเทศกัมพูชา
(4) ไม่ใช่แค่สายสัมพันธ์ในฝั่งกัมพูชา ในฝั่งไทย “เบน สมิธ” เคยปรากฏภาพถ่ายนั่งร่วมโต๊ะกาแฟกับ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี และ “ธรรมนัส พรหมเผ่า” ซึ่งปัจจุบันเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แม้จากภาพถ่ายยังไม่อาจสรุปได้ว่า ทักษิณ-ธรรมนัส มีความสัมพันธ์ทางธุรกิจหรือทางการเมืองโดยตรงกับ “เบน สมิธ” หรือไม่ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะทำให้เกิดคำถามและข้อสงสัยว่าความเชื่อมโยงที่แท้จริงคืออะไรกันแน่
(5) กลับมาที่การซื้อหุ้นบางจาก สิ่งที่ต้องตั้งข้อสังเกตต่อมา คือความเชื่อมโยงระหว่าง “เบน สมิธ” กับกลุ่มทุนที่เข้าซื้อหุ้นบางจาก และ กลุ่มทุนกัมพูชาที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์
o กล่าวคือกองทุน CAI ที่เทขายหุ้นบางจากให้บริษัท ACE เมื่อเดือนมีนาคม 2568 มีผู้จัดการกองทุนชื่อ “แคทรียา บีเวอร์” ซึ่งเป็นภรรยาของเบน สมิธ
o เบน สมิธและภรรยามีความเชื่อมโยงกับ “ยิม เลียก” ประธานกรรมการ BIC Group กลุ่มทุนทางการเงินขนาดใหญ่จากกัมพูชา ซึ่งถูกสื่อมวลชนตั้งข้อกังขาในเรื่องของความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ และอาชญากรรมไซเบอร์
o จุดที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งคือ ที่ตั้งบริษัท โดย บริษัท อัลฟ่า โกลบอล จำกัด ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นหลักของ ACE (ผู้ซื้อหุ้นบางจาก) มีที่ตั้งสำนักงานอยู่ชั้น 28 อาคารเกษรทาวเวอร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งและชั้นเดียวกันกับสำนักงาน BIC Group (กลุ่มทุนการเงินขนาดใหญ่ในกัมพูชา ที่ ยิม เลียก เป็นประธานกรรมการ) และยังเป็นที่ตั้งและชั้นเดียวกันกับบริษัท เอเพกซ์ เอคควิตี้ เวนเจอร์ ที่แคทรียา บีเวอร์ (ภรรยาของเบน สมิธ) เป็นเจ้าของด้วย
(6) อีกบุคคลที่ต้องพูดถึงคือ “วรภัค ธัญยาวงษ์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลอนุทิน เนื่องจากวรภัคเคยเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท พิลกริม ฟินันซ่า อินเวสท์เม็นต์ โฮลดิ้งส์ (PFIH) ต่อมาหุ้นบริษัท ฟินันเซีย เอ็กซ์ จำกัด (FSX) ที่เคยถือครองโดยบริษัท PFIH ของวรภัค ตกไปอยู่กับกองทุน CAI ซึ่งแคทรียา (ภรรยาเบน สมิธ) เป็นผู้จัดการกองทุน จึงน่าตั้งคำถามว่า วรภัครู้จักกับแคทรียาและเบนจามินอยู่ก่อนหรือไม่
(7) สำหรับนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล วิโรจน์เชื่อว่านายกฯ น่าจะรู้จัก “เบน สมิธ” อยู่บ้าง เนื่องจากช่วงปลายปี 2567 ถึงต้นปี 2568 “เบน สมิธ” เคยขอสละสัญชาติกัมพูชา แล้วมายื่นขอสัญชาติไทย โดยหนึ่งในผู้ที่รับรองประวัติให้เบน สมิธคือ “วราห์ สุจริตกุล” ซึ่งมีความเชื่อมโยงทางธุรกิจกับ วรภัค (รมช.คลัง คนปัจจุบัน) และ แคทรียา (ภรรยาเบน สมิธ) ผ่านการซื้อขายหุ้นบริษัทในเครือ [เชื่อมโยงอย่างไรย้อนไปอ่านข้อ 6] อย่างไรก็ตาม กระบวนการขอสัญชาติตอนนั้นไม่สำเร็จ เพราะอนุทินซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เซ็นอนุญาต
ไม่ใช่แค่ความพยายามฮุบหุ้นบางจาก วิโรจน์ตั้งข้อสันนิษฐานด้วยว่าเงินทุนสีเทาเหล่านี้ อาจพยายามเข้ามาคุกคามและแทรกแซงการกำกับดูแลระบบการเงินและการธนาคารของประเทศไทย จากการที่ BIC Bank (ในเครือ BIC Group ที่ ยิม เลียก เป็นประธานกรรมการ) เคยมีประธานคนแรกชื่อ “สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธ์” อดีตปลัดกระทรวงการคลังของไทย ซึ่งเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 สถิตย์ได้รับการแต่งตั้งจาก พิชัย ชุณหวชิร รมว.คลังในขณะนั้น ให้เป็นประธานคณะกรรมการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย นอกจากนั้นวันที่ 20 มีนาคม 2568 สถิตย์ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการคัดเลือกผู้ว่าแบงก์ชาติด้วยอีกตำแหน่ง
(9) ยังไม่หมด! วิโรจน์ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ซับซ้อนว่าบริษัท ACE (ผู้ซื้อหุ้นบางจาก) มีผู้ถือหุ้น 2 รายคือ บริษัท อัลฟ่า โกลบอล และ บริษัท อังกอร์ อิชชูแอนซิส ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Chartered Group แพลตฟอร์มการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นหลักทรัพย์ ซึ่งมีบริษัทในเครืออีกบริษัทคือ บริษัท โอปัส ชาร์เตอร์ด อิชชูแอนซิส
และ บริษัท โอปัส ชาร์เตอร์ด อิชชูแอนซิส นี้เอง ได้เข้าไปซื้อหุ้นบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ซึ่งเป็นผู้บริหารจัดการกองทุนประกันสังคมของไทย และกองทุนประกันสังคมก็ถือหุ้นบางจากอยู่ที่ 15.1%
การที่บริษัทในเครือข่ายของทุนที่น่าสงสัยเข้ามาซื้อหุ้น MFC จึงสร้างข้อกังวลอย่างยิ่ง เรื่องนี้เชื่อมโยงไปถึงกรณีตึก SKYY9 อันอื้อฉาว เพราะ MFC นี่เองที่ขายตึก SKYY9 ให้กับกองทุนประกันสังคมในราคา 7,000 ล้านบาท ทั้งที่การประเมินมูลค่าตลาดอยู่เพียง 3,428–3,863 ล้านบาทเท่านั้น
สิ่งที่เกิดขึ้นนอกจากเป็นการทำกำไรเกินควรที่เข้าข่ายการเอารัดเอาเปรียบผู้ประกันตนแล้ว ยังเป็นกรณีที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ ขบวนการทางการเมือง ที่เปิดช่องให้ เงินทุนจากต่างประเทศ ที่อาจเป็นเงินสีเทา ถูกเคลื่อนย้ายเข้ามาเบียดบังผลประโยชน์ของผู้ประกันตน ผ่านกลไกการลงทุนและการจัดการกองทุนของรัฐ
(10) วิโรจน์ระบุด้วยว่า มีการตั้งข้อสันนิษฐานว่าทุนเทาข้ามชาติเหล่านี้มักจะมีเป้าหมายไปที่หุ้นของบริษัทที่เกี่ยวพันกับโครงสร้างพื้นฐานของชาติ โดยเฉพาะบริษัทที่มีหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดยไม่ได้หยุดอยู่ที่การซื้อหุ้นเท่านั้น แต่ยังมีการอุ้มสมเครือข่ายทางการเมือง ซื้อข้าราชการระดับสูงไปเป็นลูกสมุน ใช้เงินสีเทาไปใช้ซื้อเสียง เพื่อสร้างเครือข่ายทางการเมืองสีเทา เพื่อไปกำหนดนโยบายที่เอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง
(11) ว่ามาทั้งหมดนี้ วิโรจน์เห็นว่าประเด็นและข้อสงสัยที่ต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วนคือ
o ถ้าวันหนึ่งมีการดีลกันลงตัวระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวของนักการเมืองและกลุ่มทุนไทย กับ เครือข่ายอำนาจของ ฮุน เซน จะทำให้บางจากในฐานะบริษัทพลังงานรายใหญ่ของประเทศ ถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อเปิดทางไปสู่อภิมหาโครงการแสวงหาผลประโยชน์จากทรัพยากรปิโตรเลียมใต้ทะเลหรือไม่ โดยเฉพาะในพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนทางทะเล (OCA) ไทย-กัมพูชา ขนาด 26,000 ตารางกิโลเมตร ที่มีการวางแผนเรื่องสัมปทานไว้เรียบร้อยแล้ว แต่การสำรวจและผลิตยังไม่เกิดขึ้น เพราะข้อพิพาทเขตแดนไทย–กัมพูชายังไม่สิ้นสุด
o ถ้าเงินที่ถูกนำมาไล่ซื้อหุ้นบางจากเป็นเงินสกปรก มีที่มาจากขบวนการคอลเซ็นเตอร์ การหลอกลวงออนไลน์ การฟอกเงินของเครือข่ายก่อการร้าย หรือแม้แต่อาชญากรรมไซเบอร์รูปแบบต่างๆ ที่มีฐานที่มั่นอยู่ในประเทศกัมพูชา นั่นหมายความว่าทุนเทาข้ามชาติกำลังคืบคลานเข้ามายึดประเทศไทย โดยทำกำไรผ่านกลไกตลาดหลักทรัพย์ เข้ามาซื้อหุ้นในธุรกิจยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวพันกับทรัพยากรธรรมชาติและความมั่นคงของประเทศ
(12) วิโรจน์เตือนว่านี่คือ "หายนะระดับชาติ" เพราะเท่ากับว่าเรากำลังเปิดประตูเมืองให้ทุนเทาข้ามชาติขนเงินสกปรกก้อนมหาศาลเข้ามาในประเทศ เอาเงินที่หลอกคนไทยอยู่ทุกวัน วันละ 370 ล้านบาท ปีละ 1.35 แสนล้านบาท ผ่านกลไกทางการเมือง การเงิน การลงทุน และการธนาคาร เข้ามายึดครองประเทศไทย
(13) วิโรจน์เสนอว่า อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จำเป็นต้อง…
o เร่งสั่งการ ปปง. และ กลต. ให้เร่งตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศ โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
o เดินหน้าลงสัตยาบันอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ (UNCC2024) ภายในปี 2569 และสั่งการให้หน่วยงานปราบปรามอย่าง ปปง. ตำรวจไซเบอร์ ทำงานร่วมกับองค์กรระดับโลก เช่น FinCen, FATF, INTERPOL เพื่อยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ในอาเซียน
(14) ข้อเสนอดังกล่าว เพื่อทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในเวทีโลก สร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนที่มีเงินสุจริตให้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ทำให้คนไทยและผู้ประกอบการไทยมีความปลอดภัยในทรัพย์สิน แต่ถ้ารัฐบาลเปิดประเทศให้เงินสกปรกเหล่านี้เข้ามาผสมพันธุ์กับนักการเมืองได้ ต่อไปคงไม่ใช่แค่หุ้นบางจาก แม้แต่ ปตท. ธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารไทยพาณิชย์ เงินสกปรกเหล่านี้ก็อาจยึดได้
(15) วิโรจน์ย้ำว่า ข้อสังเกตทั้งหมดนี้ รัฐบาลจำเป็นต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบคอบ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพราะสมมติฐานเหล่านี้เกิดจากความห่วงใยที่มีต่อประเทศ และกังวลว่า ทุนเทาข้ามชาติอาจใช้กลไกของตลาดหลักทรัพย์ ระบบการเงิน การลงทุน และการธนาคาร สมคบคิดกับเครือข่ายทางการเมืองบางกลุ่ม เพื่อยึดครองและฮุบทรัพยากรธรรมของประเทศ มากอบโกยผลประโยชน์








