แสงไทย เค้าภูไทย การถึงแก่กรรมของสะแปอิงผู้นำกลุ่มก่อความไม่สงบชายแดนใต้คนสำคัญที่สุดเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนอาจทำให้โฉมหน้าการเจราสงบศึกจากการก่อความไม่สงบในชายแดนใต้เปลี่ยนไป จะเป็นไปในทางที่ดีขึ้น หรือเลวลงยังไม่สามารถประเมินได้ เพราะผู้นำรุ่นใหม่ส่วนหนึ่งมีแรงกระตุ้นจากการก่อตั้งรัฐอิสลามในตะวันออกกลาง แกนนำขบวนการรัฐอิสลาม (ISIS) ในดินแดนคร่อมเขตแดนอีรัก-ซีเรีย ถูกสังหารไปคนแล้วคนเล่า แต่ไม่ได้ทำให้สงครามสงบ ซ้ำยังขยายวงออกนอกรัฐอิสลาม แปรเป็นการก่อวินาศกรรม ในชาติตะวันตกที่เป็นพันธมิตรกับสหรัฐ ส่งกองกำลังไปรุมกินโต๊ะรัฐอิสลาม วันนี้มีคนอเมริกาสำนึกบาปที่ฆ่าซัดดัม ฮุสเซ็น กับโมอัมมาร์ กัดดาฟีร์ แต่ได้ไอซิสมาแทน เพราะซัดดัม และกัดดาฟีร์ เป็น 2 ผู้นำชาติอาหรับที่เข้มแข็งที่สุดที่สามารสยบความแตกแยกในชาติอาหรับย่านตะวันออกกลางได้ ดินแดนอาหรับสงบเป็นปึกแผ่น สหรัฐกลัวความเป็นปึกแผ่นเข้มแข็งของอาหรับมาก บริษัทอารามโก้ ที่เป็นบริษัทผลิตน้ำมันดิบใหญ่ที่สุดในโลกของสหรัฐก็กลัวความเป็นปึกแผ่นของอิรักและลิเบียมาก จึงต้องกำจัด 2 ผู้นำจอมเผด็จการนี้ แต่กลับกลายเป็นว่า เมื่อสองผู้นำเสียชีวิตไปแล้ว ได้เกิดรัฐอิสลามปราบกันยืดเยื้อลามเป็นการก่อวินาศกรรมในอเมริกาและยุโรปไม่จบสิ้น จนชาติตะวันตกเริ่มสำนึกว่า เป็นความผิดมหันต์ที่ฆ่าสองผู้นำที่ชาติอาหรับยำเกรงจนไม่มีใครกำหราบพวกอาหรับด้วยกันได้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว หน่วยข่าวกรองของสหรัฐ (ซีไอเอ)เปิดเผยผลการสอบสวนเกี่ยวกับการโจมตีอิรักของสหรัฐเมื่อปี 2003 ที่ทั้งประธานาธิบดีบารัก โอบามาและว่าที่ประธานาธิบดีโดแนลด์ ทรัมป์ต่างก็แสดงความเห็นไม่เห็นด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสังหารประธานาธิบดีซัดดัม ฮุสเซ็น นอกจากฮุซเซ็นแล้ว ผู้นำสหรัฐยังไม่เห็นด้วยกับการสังหารอดีตประธานาธิบดีโอมาร์ กัดดาฟีร์ แห่งลิเบียอีกด้วย ถือเป็นความผิดพลาดมหันต์ของสหรัฐ นายจอห์ นิกสัน อดีตเจ้าหน้าที่ชั้นสูงของซีไอเอผู้ทำหน้าที่ไต่สวนฮุซเซ็นหลังจากเขาถูกจับได้และต่อมาถูกประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ เขียนเปิดโปงผลการสอบสวนฮุซเซ็นที่คำให้การของเขากลายเป็นความจริงในเวลาต่อมาจนถึงวันนี้ “พวกคุณจะล้มเหลวในอิรัก เพราะคุณไม่รู้ภาษา ไม่รู้ประวัติศาสตร์และไม่รู้จิตวิญญาณอาหรับ”นิกสันเขียนในบทความของนิตยสารไทม์ออนไลน์ที่มีการนำมาเปิดเผย “คุณจะพบว่า มันยากมากที่จะปกครองอิรักซึ่งมีมากมายหลายชนเผ่า มีแต่คนหยาบ เถื่อนอย่างผมเท่านั้นที่จะปกครองพวกเขาได้” ซัดดัมได้ชื่อว่าเป็นผู้นำจอมโหดคนหนึ่งในยุคนั้น ซึ่งเขาก็มีเหตุผลว่าทำไมถึงต้องใช้ความแข็งกร้าว โหดเหี้ยมในการปกครองและกำจัดผู้ที่ต่อต้านการปกครองระบอบฮุซเซ็น พวกมุสลิมสุดโต่งสุหนี่พวกหนึ่ง กับพวกชีอะห์ที่อิหร่านหนุนหลังและเป็นปรปักษ์ตัวฉกาจของซัดดัมซนอีกพวกหนึ่ง นอกจากนี้ยังมีบรรดาชนเผ่าอาหรับต่างๆอีกนับร้อยชนเผ่าในดินแดนตะวันออกกลาง ชนเผ่าเหล่านี้ พอซัดดัมตาย ต่างก็แยกกันบ้าง รวมกันบ้าง รบราฆ่าฟันกันตามประสาอาหรับในประวัติสาสตร์ รัฐอิสลามISIS เป็นตัวอย่างของการรวมชนเผ่าอาหรับตั้งรัฐของตนเองขึ้นมาเหมือนอดีต การปฏิวัติอาหรับสปริง มาจนถึงการปฏิวัติดอกมะลิ( Jasmin Revolution) เป็นปรากฏการณ์ที่แสดงถึงการเปลี่ยนผู้นำอาหรับจากเผด็จการมาเป็นประชาธิปไตยใหม่ด้วยการลุกฮือของประชาชน กว่าครึ่งของดินแดนอาหรับลุกเป็นไฟด้วยสงครามกลางเมือง ที่หลายส่วนชาติตะวันตกที่มีสหรัฐเป็นแกนนำเข้าไปแทรกแซง เฉพาะรัฐอิสลามที่ครองดินแดนคร่อมเขตแดนอิรักกับซีเรียนั้น รัสเซียเขามามีส่วนร่วมด้วย เหตุผลก็คือ ประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด แห่งซีเรียไม่ไว้ใจสหรัฐที่เคยหนุนหลังการลุกฮือเพื่อทำการปฏิวัติดอกมะลิ จึงไปดึงรัสเซียมาถ่วงดุล การปฏิวัติดอกมะลิเป็นส่วนหนึ่งของ อาหรับสปริงที่น่าจะเป็นคำโรแมนติกที่ อีกความหมายหนึ่งคือฤดูใบไม้ผลิแห่งอาหรับ แต่ Arab Spring ในที่นี้หมายถึงการผลิดอกออกใบของต้นไม้ เมื่อการโค่นอำนาจเผด็จการสำเร็จ แต่ความหมายแท้จริงก็คือ Islamic Awakening คือการตื่นขึ้นมาของผู้นับถือศาสนาอิสลามแบบดีดตัวหรือสปริงตัวขึ้นมาจากความหลับไหลภายใต้ครอบงำของเผด็จการ เมืองไทยเคยมีการนำคำนี้มาใช้อยู่พักหนึ่ง เพื่อเป็นแรงจูงใจในการโค่นล้มรัฐบาล อาหรับสปริงเกิดขึ้นเมื่อมีการโค่นล้มรัฐบาลเผด็จการซูดานเมื่อ 32 ปีมาแล้ว อันเป็นแรงบันดาลใจให้มีการโค่นล้มเผด็จการในรูปแบบเดียวกันมาจนถึงวันนี้ อาหรับสปริงทำให้เกิดการเข่นฆ่ากันและกันในชาติพันธุ์อาหรับ ตายกันแล้วกว่า 20 ล้านคน ที่ทำสำเร็จด้วยดีก็คือ การปฏิวัติดอกมะลิในตูนีเซีย ( Tunisia’s Jasmine Revolution )และในอียิปต์ ส่วนที่ยังคุกรุ่นขณะนี้ก็คือซีเรีย เยเมน บาหเร็นและลิเบีย กับที่มีการก่อความไม่สงบก็มีในอิรัก ลิเบีย แอลจีเรีย มอรอกโค โอมานและจอร์แดน การก่อตั้งรัฐอิสลาม ถือเป็นผลพวงจากอาหรับสปริง การลุกฮือของประชาชนและชนเผ่าในตะวันออกกลางในรูปแบบอาหรับสปริงเป็นแรงบันดาลใจให้หลายชาติที่มีประชาชนนับถือศาสนาอิสลามนำมาเป็นแบบอยาง แม้แต่ของไทยก็ได้รับแรงกระตุ้นจนเกิดการปฏิบัติการที่รุนแรง การถึงแก่กรรมของสแปอิง บาซอ เมื่อ 10 ม.ค.นี้ ยังไม่สามารถบ่งบอกได้ว่า การก่อการร้ายใน จังหวัดชายแดนใต้จะมีทิศทางเป็นอย่างไร เพราะเคยมีนโยบาย 66/23 และขบวนการฮารัปปันบารู ที่แปลว่าความหวังใหม่ยุคพลเอกเปรม ติณสูลานนท์เป็นนายกรัฐมนตรี พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผบ.ทบ.ผู้ขับเคลื่อนนโยบายจนประสบความสำเร็จ แต่พอมาถึงยุคนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้อนุญาตให้มีการเปิดโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามแบบโรงเรียนกินนอนหรือปอเนาะขึ้น มุสลิมก่อการร้ายในประเทศเพื่อนบ้านชายแดนใต้พากันสวมรอยมาเป็นครูปอเนาะ เน้นย้ำความเป็นชาติอิสลามกระตุ้นความเป็นอิสลามสุดโต่ง สแปอิง บาซอ เป็นหนึ่งในครูสอนศาสนาเหล่านั้น เขาก่อตั้งขบวนการแบ่งแยกดินแดน ( BRN) อันเป็นแกนนำของบรรดาขบวนการก่อความไม่สงบชายแดนใต้ทั้งหมด เขาได้รับการวางตัวไว้เป็นประมุขแห่งรัฐอิสลามปัตตานีหากสามารถแบ่งแยกดินแดนได้สำเร็จ ครูสอนศาสนา มะแซ อุเซ็ง ก็เป็นแกนนำคนสำคัญอีกคนหนึ่งที่เสียชีวิตไปเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่แล้ว เขาเป็นมันสมองของกองกำลังแบ่งแยกดินแดน โดยเป็นคนเขียนแผนบันได 7 ขั้นเอาชนะรัฐบาลไทย Islamic Awakening ในไทยจะตายตาม 2 ผู้นำขบวนการแบ่งแยกดินแดนนี้ไปหรือไม่ ? ยังไมมีใครให้คำตอบได้ เพราะยังเดาใจคนรุ่นใหม่ในขบวนการแบ่งแยกดินแดนไม่ออก