ถึงแม้จะมีข่าวการส่งตัวผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในประเทศเพื่อนบ้านกลับไปยังประเทศต้นทาง แต่ปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยังไม่หมดไป
จากเหตุการณ์ที่คุณแม่วัย 38 ปี ชาวบุรีรัมย์ ที่สามารถช่วยลูกชายของเธอ ให้รอดพ้นจากการถูกหลอกไปทำงานกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ได้อย่างหวุดหวิด ยิ่งสะท้อนสะเทือนหัวใจของผู้คนในสังคม
เรื่องเริ่มจากลูกชายวัย 19 ปี ซึ่งเป็นออทิสติกแต่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ดี และมีความสามารถด้านอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ซ่อมเครื่องเสียงและโทรศัพท์ ได้รับการชักชวนไปทำงานที่จังหวัดสระแก้ว โดยเสนอเงินเดือนให้ 20,000 บาท ซึ่งผู้เป็นแม่สงสัยว่าอาจเป็นงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์จึงสั่งห้ามไม่ให้ไป
วันเกิดเหตุ ลูกชายโทรมาบอกว่า “หนูจะไปทำงานนะ” ที่สระแก้ว เธอพยายามห้ามแต่ลูกชายยังยืนยันจะไป ด้วยความเอะใจ จึงรีบขี่รถจักรยานยนต์กลับไปที่บ้านพัก และพบว่าลูกชายได้ขึ้นรถยนต์ที่จอดรออยู่ข้างถนน จึงพยายามขับรถตามไปจนถึง สี่แยกไฟแดง และพยายามเคาะกระจกรถขอให้เปิดประตู แต่คนในรถกลับ ไม่สนใจและเร่งเครื่องหนี โดยเปลี่ยนเส้นทางจากการรอไฟแดงไปทางขวา เป็นเลี้ยวซ้ายออกไปแทน
แต่ผู้เป็นแม่ยังคงขับรถตามต่อไปจนถึงร้านวัสดุก่อสร้างทางไปอำเภอสตึก ซึ่งรถยนต์คันดังกล่าวจอดลง และชายในรถลงมาสอบถามว่าเธอเป็นใคร เมื่อเธอบอกว่าเป็น แม่ของเด็กชายที่นั่งอยู่ในรถ ชายคนหนึ่งตอบว่า จะพาไปทำงานที่อรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว
เธอจึงถามกลับว่า "ถ้าไม่มีอะไรผิดปกติ ทำไมฉันเคาะกระจกแล้วพวกคุณหนี?" ขณะเดียวกัน ตำรวจโทรเข้ามา หลังจากที่เธอแจ้งสายด่วน 191 ทำให้คนในรถรู้ตัวว่าตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง จึงรีบปล่อยลูกชายลงจากรถและขับหนีไป หลังจากช่วยลูกชายได้สำเร็จในนาทีแล้วจึงไปแจ้งความดำเนินคดี
เรื่องนี้ต้องชื่นชมไหวพริบและความอุสาหะของคุณแม่ และชื่นชมตำรวจที่โทรศัพท์กลับไปยังผู้แจ้ง ทำให้สถานการณ์คลี่คลายไปในทางที่ดี
หากแต่เราไม่สามารถล่วงรู้ได้เลยว่า ยังมีอีกกี่คน ที่คนในครอบครัวไม่สามารถดูแลได้ เราขอสนับสนุนให้รัฐบาลจริงจังและปราบปรามให้เด็ดขาดเข้มข้นขึ้นกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในทุกมติ