ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
อาจารย์ประจำคณะการทูตและการต่างประเทศ
มหาวิทยาลัยรังสิต
ไม่กี่วันที่ผ่านมาดูเหมือนว่าประเทศไทยของเราจะโดนกดดันจากหลายทางอย่างพร้อมเพรียงกัน ไม่ว่าจะเป็นอียู หรือสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นอุยกูร์ วันนี้เรามาวิเคราะห์เรื่องนี้กัน
ไทยโดนอะไรบ้าง?
ภายหลังจากที่ประเทศไทยส่งชาวอุยกูร์กลับไปยังประเทศจีน หลายประเทศและองค์กรก็ได้เริ่มเปิดฉากด้วยการประณามประเทศไทยผ่านถ้อยคำแถลงการณ์ต่างๆ จนมาเมื่อวันสองวันที่ผ่านมา (ผู้เขียนเขียนวันอาทิตย์) ประเทศไทยก็เริ่มถูกดำเนินการกดดันอย่างเป็นรูปธรรมตามมา อาทิ การประกาศคว่ำบาตรไทยของสหรัฐฯ โดยการดำเนินการต่อวีซ่าของเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งตัวชาวอุยกูร์กลับประเทศจีน การลดระดับดัชนีเสรีภาพโลกประจำปี 2025 ของไทยจากระดับมีเสรีภาพบางส่วน เป็นระดับ “ประเทศไม่เสรี” รวมไปจนถึงการที่สภา EU มีมติประณามไทยในการส่งกลับอุยกูร์ เป็นต้น
สิ่งที่เกิดขึ้น จะเห็นได้ว่า เกิดขึ้นจาก “ตัวละคร” ที่เป็นทีมงานเดียวกันทั้งสิ้น เรียกว่า “ทีมงานคุณภาพ” ของสหรัฐฯก็ว่าได้ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจว่า หรือนี่จะมีอะไรในกอไผ่ มากกว่าแค่ “สิทธิมนุษยชน”
ความเคลื่อนไหวดังกล่าว เป็นสิ่งที่ต้องจับตามองให้ดี โดยเฉพาะกับรัฐบาลไทยและคนไทยทุกคน เพราะนี่เป็นสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นปกติ โดยเฉพาะกับประเทศที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็น “พันธมิตรตลอดกาลนอกนาโต” อย่างไทย เพราะที่ผ่านมาสหรัฐฯเองก็ให้ความสำคัญกับประเทศไทยค่อนข้างมากในทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากวิเคราะห์ในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ไทยอาจเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่เหลืออยู่ในแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยังไม่ถูกกลืนเข้าสู่อิทธิพลของจีน หรือแปลตรงตัวได้ว่า ยังคงเป็นที่พึ่งของสหรัฐฯในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้นั่นเอง
แต่การดำเนินการกดดันไทยในลักษณะแบบนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกเช่นกัน ในอดีตที่ผ่านมาไทยก็เคยโดนสหรัฐฯใช้มาตรการต่างๆในการกดดันมาแล้วจากกรณีต่างๆ เช่น การรัฐประหารเมื่อปี 2557 ที่นำไปสู่การขยับจุดยืนของไทยเข้าหาจีนมากขึ้น มีการพูดคุยเรื่องการทำรถไฟความเร็วสูงโดยจีน มีการเยือนของผู้นำรัสเซีย รวมไปจนถึงการซื้ออาวุธจากค่ายจีนมากขึ้น สิ่งที่ตามมาในวันนั้น ถ้าทุกท่านยังจำกันได้ ประเทศไทยถูกเล่นงานเรื่อง “การค้ามนุษย์” ถูกลดระดับประเทศในรายงานการค้ามนุษย์ จนกลายเป็นเรื่องใหญ่ที่ลามไปกระทบการส่งออกสินค้าอาหารทะเลของไทย หลายร้านอาหารในสหรัฐฯมีการแบนอาหารทะเลที่มาจากประเทศไทย เกิดผลเสียต่อส่งออกหลักหมื่นล้านบาท
ในฝั่งของ EU ก็ไม่น้อยหน้า อัดเรายับเยินในเรื่อง IUU จนไทยต้องลุกขึ้นมาจัดการเรื่องนี้กันอย่างจริงจัง ถ้าใครจำได้ดี ช่วงนั้นเรือประมงไทยและ “ศร.ชล.” เป็นคำฮิตติดหูคนไทยไปตามๆกัน
จะเห็นได้ว่า การกดดันในลักษณะเช่นนี้ มักจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ประเทศไทยทำบางสิ่งบางอย่างที่ “ไม่ประทับใจ” พี่กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีท่าทีโน้มเอียงไปหาคู่แข่งอย่างจีน จนนำไปสู่การ “สอนบทเรียน” รัฐบาลไทย
คราวนี้ก็เช่นกัน นี่อาจเป็นการสอนบทเรียนอีกครั้งหนึ่ง เพราะดูแล้วการที่ส่งอุยกูร์ให้จีนนั้น น่าจะมีนัยที่ทำให้พี่กันกังวล ว่าไทยจะไปซี้ปึ้กกับพี่จีนมากขึ้นรึปล่าว
นอกจากนี้ ในมิติของการค้า นี่อาจเป็นการส่งข้อความอีกครั้งของสหรัฐฯไปสู่ประชาคมโลกว่า “พันธมิตร” ของสหรัฐฯก็โดนอัดได้ เข้าทำนองเดียวกับที่อัดแคนาดา และ EU มาแล้วก่อนหน้านี้ อย่าลืมว่า ประเทศไทยก็เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ “ได้ดุล” การค้ากับสหรัฐฯมาตลอด ไทยจึงอาจเป็นประเทศเอเชียประเทศแรกก็เป็นได้ที่ต้องโดนกับมาตรการภาษีในอนาคต
การเคลื่อนไหวในครั้งนี้ของสหรัฐฯ จึงเข้าทำนอง “ยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว” เพราะแม้ว่าจะประกาศออกมาแล้ว แต่การดำเนินการก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเล่นงานวีซ่าของใครอย่างไร ก็ยังมองได้ว่ายังเป็นระดับของการขู่ ซึ่งการ “ขู่” นั้น ก็ย่อมต้องมากับการ “ขอ” คือมีสิ่งที่ต้องการที่จะเอามายื่นหมูยื่นแมวต่อกัน และเชื่อว่า ณ วันนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ก็ยังเปิดสายโทรศัพท์รอรับการติดต่อจากไทยเพื่อเจรจา
ซึ่งหากจะให้เดา การขู่ที่ว่านี้ อาจหวังผลในเรื่องของการค้า ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกสิทธิพิเศษทางการค้าบางอย่างที่ไทยมีอยู่และทำให้ได้ดุลกับสหรัฐฯ อย่าคิดนะครับว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนจะส่งผลกระทบต่อการค้าไม่ได้ เรื่องราวเหล่านี้ข้ามห้วยกันได้เป็นปกติในทางการเมืองครับ หรือพี่กันอาจต้องการผลประโยชน์บางประการจากไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติที่เกี่ยวข้องกับคู่แข่งอย่างจีน ก็เป็นได้
ดังนั้น การเดินเกมทางการทูตของไทย ณ วันนี้...ต้องเฉียบคม
เอวัง