ทวี สุรฤทธิกุล
ที่ว่า “สันดอนขุดได้ สันดานขุดยาก” น่าจะไม่จริง เพราะมีบางคนบางตระกูลสามารถ “ขุด” และเปลี่ยนแปลงได้
คนไทยที่เติบโตมาในยุคหลัง 14 ตุลาคม 2516 น่าจะเคยได้ยิน “ชื่อเสียง” ของนักการเมืองที่มาจากจังหวัดสุพรรณบุรีคนหนึ่ง ที่ชื่อว่า “บรรหาร ศิลปอาชา” ผู้มีฉายาว่า “มังกรเมืองสุพรรณ” และ “เติ้งเสี่ยวหาร” รวมถึง “ตู้เอทีเอ็มแห่งรัฐสภา” และ “คนเตี้ยผู้ยิ่งใหญ่”
นายบรรหาร ศิลปอาชา เป็นชาวสุพรรณโดยกำเนิด เมื่อจบชั้นประถมศึกษาในจังหวัดแล้วก็ได้เข้ามาศึกษาในชั้นมัธยมที่กรุงเทพฯ แต่ไม่จบเพราะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงได้ไปทำงานกับบริษัทก่อสร้างของพี่ชาย และต่อมาก็ได้ก่อตั้งตัวเอง จนกระทั่งใน พ.ศ. 2513 ก็ได้รับสัมปทานส่งคลอรีนให้การประปานครหลวง มีฐานะมั่งคั่งขึ้น บ้างก็ว่านายบรรหารมี “เส้นสาย” ในกระทรวงมหาดไทยที่ดูแลการประปานั้น เพราะนายบรรหารเคยเป็นเด็กส่งโอเลี้ยง เข้านอกออกในที่กระทรวงอยู่เป็นเวลานาน
หลังเหตุการณ์วันที่ 14 ตุลาคม 2516 ที่นิสิตนักศึกษาและประชาชนเดินขบวนขับไล่ “3 ทรราช ถนอม – ณรงค์ - ประภาส” ได้สำเร็จ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้โปรดเกล้าฯให้มีสมัชชาแห่งชาติ มีจำนวน 2,347 คน จากบุคคลทุกสาขาอาชีพจากทั่วประเทศ แล้วให้มาเลือกกันเองเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ จำนวน 299 คน นายบรรหารก็ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติด้วยคนหนึ่ง พอถึงปี 2517 ก็ได้ร่วมกับพลตรีประมาณ อดิเรกสาร ก่อตั้งพรรคชาติไทย โดยนายบรรหารได้เป็นเลขาธิการพรรค ครั้นมีการเลือกตั้งในปี 2518 นายบรรหารก็ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งที่จังหวัดสุพรรณบุรี สามารถพาผู้สมัครในนามพรรคชาติไทยเข้ามาได้ทั้งจังหวัด และต่อมาในทุกสมัยที่มีการเลือกตั้ง นายบรรหารก็สามารถเอาชนะยกจังหวัดมาได้ทุกครั้ง จนได้ฉายาว่า “มังกรเมืองสุพรรณ”
นายบรรหารได้เป็นรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง จนถึงการเลือกตั้งในปี 2538 พรรคชาติไทยของเขาก็สามารถเอาชนะเลือกตั้งได้เข้ามามากที่สุด ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ส่งให้นายบรรหารได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในลำดับคนที่ 21 ของไทย นายบรรหารนั้นได้ชื่อว่าเป็นนักเจรจาต่อรอง และ “ใจใหญ่” จนได้ชื่อว่า “ตู้เอทีเอ็มแห่งรัฐสภา” และมีฐานะมั่งคั่งมากคนหนึ่ง อีกทั้งด้วยลีลาของการทำงานการเมืองแบบถึงลูกถึงคน มีความเด็ดขาดเข้มแข็ง รวมถึงที่มีรูปร่างเตี้ย หน้าตาจีน ๆ เหมือนนายเติ้งเสี่ยวผิง ประธานาธิบดีของจีนในสมัยนั้น จึงมีคนเรียกเขาอีกชื่อหนึ่งว่า “เติ้ง” หรือ “เติ้งเสี่ยวหาร”
นายบรรหารมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปการเมืองใน พ.ศ. 2540 โดยให้น้องชายคือ นายชุมพล ศิลปอาชา เป็นประธานคณะกรรมการพัฒนาประชาธิปไตย เสนอแก้รัฐธรรมนูญให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญ จนสำเร็จเป็นรัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ. 2540 ที่ได้ชื่อว่าเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน”
นายบรรหารสมรสกับนางแจ่มใส ศิลปอาชา มีบุตรสาว 2 คน คือ นางสาวกัญจนา ศิลปอาชา กับ นางสาวปาริชาติ ศิลปอาชา และบุตรชาย 1 คน คือ นายวราวุธ ศิลปอาชา นายบรรหารถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2559 โดยบุตรสาวคือนางสาวกัญจนากับบุตรชายคือนายวราวุธยังดำเนินงานทางการเมืองสืบต่อ แต่นางสาวกัญจนาได้วางมือไปก่อน คงเหลือแต่นายวราวุธ ที่ปัจจุบันเป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนาและได้ร่วมรัฐบาล มีตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์
สำหรับประวัติชีวิตของนายทักษิณ ชินวัตร ผู้เขียนจะไม่กล่าวรายละเอียดในที่นี้ เพราะน่าจะมีคนรู้จักกัน “ดี” อยู่แล้วพอสมควร เพราะนายทักษิณยังคงมีบทบาทสำคัญในทางการเมืองมาถึงทุกวันนี้ ในทางสังคมก็เป็นถึง “พ่อนายกรัฐมนตรี” ในทางการเมืองก็น่าจะเป็น “ผู้มีอิทธิพลเหนือทุกสถาบัน” และในทางส่วนตัวนั้น นายทักษิณก็เรียกตัวเองว่า “ส.ท.ร.” ที่คนทั่วไปก็พอจะรู้ว่าแปลว่าอะไร แต่ที่จะต้องนำนายทักษิณมากล่าวถึงก็เพราะอยากจะเปรียบเทียบถึง “คนสองคน สองตระกูล” ที่มีทั้งเหมือนกันและแตกต่างกัน โดยเฉพาะการสร้างความเปลี่ยนแปลง ทั้งในทางส่วนตัวของคนทั้งสอง และในทางที่สืบทอดมาจนถึงคนรุ่นลูก ๆ ของคนทั้งสองนั้น ที่ผู้เขียนขอใช้ศัพท์ขอสิ่งที่นำมาเปรียบเทียบนี้ว่า “ตระกูลสันดาน”
คำว่า “ตระกูลสันดาน” นี้ ผู้เขียนสังเคราะห์หรือสรุปความมาจากแนวคิดของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ปรมาจารย์ทางการเมืองของประเทศไทย ที่ท่านบอกว่า “ถ้าจะเรียนรู้การเมืองให้ลึกซึ้ง ต้องรู้ให้ถึงชาติวงศ์พงษ์ตระกูลของนักการเมืองคนนั้น” และเพื่อรวบรัดเข้าประเด็น ผู้เขียนจึงไม่ลงรายละเอียดของประวัตินายทักษิณและวงศ์ตระกูล ที่หลายคน “รู้ดี” อยู่แล้ว
คนที่ได้ติดตามการเมืองไทยมาในช่วง 30 – 40 ปีก่อนหน้านี้ หลายคนอาจจะมีทัศนคติหรือการรับรู้ต่อประวัติของนายบรรหาร ศิลปอาชา ในทางที่ “ไม่ดี” ใดนัก แต่เมื่อเทียบกับนายทักษิณ ชินวัตรแล้ว น่าจะมีความ “ไม่ดี” ห่างไกลกันมาก ซึ่งประเด็นที่ผู้เขียนอยากกล่าวถึงก็คือ ทำไมลูก ๆ ของคนทั้งสองนี้จึงมี “ภาพลักษณ์” ที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะการสืบทอด “ชื่อเสีย(ง)” ของวงศ์ตระกูล
ภาพลักษณ์ของ “ลูกนาและลูกท็อป” ของนายบรรหารดูเหมือนจะ “สร้างเสริม” และช่วยเปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ของนายบรรหารให้ดูดีขึ้น ในขณะที่ลูก ๆ ของนายทักษิณ (ยกเว้นนางสาวพิณทองทา) ดูจะตรงกันข้าม เพราะทั้ง “ลูกโอ๊คและลูกอิ๊งค์” ดูจะยิ่งทำให้วงศ์ตระกูลแย่ลงไป
ลูกนาแม้จะไม่เล่นการเมืองแล้ว แต่ก็ยังทำงานสังคมอยู่อย่างเข้มข้น ล่าสุดก็บริจาคเงิน 49,250,000 บาท สร้างโรงพยาบาลช้างที่จังหวัดเชียงใหม่ ส่วนลูกท็อปก็ได้ชื่อทำงานทำการเข้มแข็ง มีคนเทียบการใช้ภาษาอังกฤษของลูกคนนี้ของนายบรรหาร ก็ “ดีกว่า” ภาษาอังกฤษของลูกนายทักษิณคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นี้ ไม่ต้องพูดถึงงานของทั้งลูกนาและลูกท็อปที่ “ทำให้สังคมดีขึ้น” ในขณะที่ลูกชายของอดีตนายกรัฐมนตรีอีกคนออกไปอีกแนว ทั้งในประวัติเรื่องยาเสพติดและการใช้จ่ายที่สุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย (เรื่องนี้ขอพูดถึงของน้องสาวที่เป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นี้ด้วยว่า ก็อยู่ในสภาพ “อวดรวยจนลืมสวยและความเหมาะสม”)
ผู้เขียนเชื่อว่า “การเลี้ยงดูและการศึกษาอบรม” น่าจะมีผลอย่างมากต่อลูก ๆ ของทั้งสองตระกูลนี้ ส่วนอะไรจะมีอิทธิพลมากกว่า หลายคนก็คงจะบอกว่า “การเลี้ยงดู” ซึ่งตระกูลหนึ่งพ่อแม่ของเขานั้นเป็น “จีนดี” ที่มีคติประจำตระกูลว่า “สัจจะ - กตัญญู” แต่อีกตระกูลหนึ่งนั้นจะเป็นจีนระดับไหนก็ไม่ทราบ แต่น่าจะมีคติประจำตระกูลว่า “อสัตย์ - อกตัญญู” ส่วนจะมีประวัติในเรื่องนี้อย่างไร ไปค้นอ่านข่าวดูก็คงจะเห็นอยู่แล้ว
ฝากฝ่ายค้านที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ “ลูกแกะ” ที่มีพ่อชื่อว่า “ส.ท.ร.” นั้น ช่วย “ชำแหละ” เกี่ยวกับ “ตระกูลสันดาน” ของคนพวกนี้ ขออย่าได้มีนักการเมืองแบบนี้มาปกครองบ้านเมืองอีกเลย สาธุ!