ไม่มีการพลิกโผ เมื่อ “ฝ่ายค้าน” ล็อคเป้าถล่ม “นายกฯอิ๊งค์” แพทองธาร ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี จับขึ้นเขียงเพียงรายเดียว ไร้รายชื่อ “รัฐมนตรี” รายอื่นๆ ติดบัญชีซักฟอก ทั้งสิ้น ! 


 “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ”  ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา ได้นำรายชื่อสส.ฝ่ายค้านจำนวน 166 คน จากพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไป ตามมาตรา 151 พุ่งเป้าที่ไป นายกฯแพทองธาร คนเดียวเท่านั้น ด้วย “ข้อหา” อันฉกาจฉกรรจ์ 


 “ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร เป็นผู้มีพฤติการณ์อันไม่อาจไว้วางใจให้บริหารราชการแผ่นดินในฐานะนายกรัฐมนตรีได้อีกต่อไป เนื่องจากไม่มีคุณสมบัติและไม่มีความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายบริหารด้วยประการทั้งปวง” 


 นี่คือบางส่วนบางตอนจากญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ  และยังชี้ว่า นายกฯแพทองธาร ไร้ความสามารถ ไร้ภาวะความเป็นผู้นำ จงใจลอยตัวอยู่เหนือปัญหา เห็นแก่ผลประโยชน์ของตนเอง บิดา ครอบครัว และพวกพ้องเป็นตัวตั้ง


 แต่ที่ร้ายไปกว่านั้นคือการชี้ว่า “ สมัครใจยินยอมให้นายทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นบิดา ชี้นำ ชักใย ให้กระทำการหรืองดเว้นกระทำการอันเป็นเรื่องสำคัญของชาติบ้านเมือง ประพฤติตนเป็นเสมือนนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิด โดยมีบิดา เป็นนายกรัฐมนตรีตัวจริงที่ไม่ต้องรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจ” 


 เมื่อพิจารณา “สาระ” จากญัตติซักฟอกครั้งนี้ดูเหมือนว่า นายกฯแพทองธาร กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะการซักฟอกรอบนี้ถือเป็น “ครั้งแรก” ที่ถูก “ถล่มกลางสภาฯ” จาก “ฝั่งตรงข้าม” เมื่อเธอถูกผลักดันโดย “ผู้เป็นพ่อ” คืออดีตนายกฯทักษิณ ให้ขึ้นมาเดินบนถนนสายการเมือง 


 การเลือกโจมตีไปที่ “กล่องดวงใจ” ของอดีตนายกฯทักษิณ เช่นนี้ ย่อมทำให้เจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริง นั่งไม่ติด ดังนั้นเมื่อฝ่ายค้านยื่นญัตติซักฟอกเสร็จสิ้นลงที่รัฐสภา ปรากฏว่า ทักษิณ เข้าบ้านพิษณุโลก กทม.ประชุมทีมที่ปรึกษานายกฯ  โดยคาดว่าจะเตรียมหารือเพื่อช่วยนายกฯแพทองธาร  เพราะอย่าลืมว่า “ข้อหา” ที่ถูกยื่นอภิปรายฯนั้นหนักหนา รุนแรง และที่สำคัญ ยังเป็นเรื่องยากที่ จะมอบหมายให้ “รัฐมนตรี” ของพรรคเพื่อไทย มาตอบแทน


 และหากส่องเข้าไปที่ญัตติซักฟอก ยังจะพบว่า “เป้าสังหาร” ที่แท้จริงยังลามไปถึง ตัวทักษิณอีกด้วย ในฐานะ “พ่อ” ที่ชักใย อยู่เบื้องหลัง ทำตน “เสมือนเป็นนายกรัฐมนตรี” 


 ทั้งนี้ การยื่นญัตติชำแหละ “นายกฯอิ๊งค์” เพียงคนเดียว เช่นนี้อีกด้านหนึ่ง กำลังสะท้อนให้เห็นว่า จากนี้ “บทบาท” จะเทไปที่ พรรคประชาชน ในฐานะแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ที่อาจเป็น “วาระทิ้งทวน” เรียกความนิยม ในการดำเนินบทบาทตรวจสอบนายกฯแพทองธาร แม้พรรคสีส้ม กำลังรับมือกับ “คดี44 สส.อดีตก้าวไกล” ในการแก้ไขกฎหมาย ม.112 ก็ตาม


 และที่สำคัญ ยังเป็นการการันตีจากพรรคสีส้ม ให้เห็นได้ว่า “ดีลลับบรูไน” ที่เคยสะพัดมาก่อนหน้านี้ว่าจะมีการ “ขอกัน” ให้เว้นบางคน บางพรรค จากพรรคสีส้ม นั้นจึงไม่เป็นความจริง !