รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ต้นสัปดาห์สุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมหาวิทยาลัยสวนดุสิตได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์ ดร.ภัทรพงศ์ อินทรกำเนิด อาจารย์ประจำสถาบันนโยบายระดับชาติของญี่ปุ่น “National Graduate Institute for Policy Studies” หรือ GRIPS (กริฟส์) ซึ่งท่านมีความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม เศรษฐกิจ และนโยบาย มาถ่ายทอดมุมมองเพื่อกระตุ้นให้เกิดการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงาน
อื่น ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม (เอกชน) และชุมชน โดยมีหลักยึดว่าต้องทำให้หน่วยงานอื่น ๆ รู้สึกว่าถ้าขาดความร่วมมือกับ “มหาวิทยาลัย” ก็ยากที่จะอยู่รอดหรือไปต่อ
มหาวิทยาลัยต้องมองข้ามกรอบว่าเป็นเพียงสถาบันการศึกษาที่ผลิตบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงาน ต้องมองก้าวข้ามชุดความคิดเก่า ๆ หันมาทำความร่วมมือบนความไม่เป็นทางการบ้าง และต้องปรับมุมมองว่า “มหาวิทยาลัย” คือเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศและระดับโลก โดยรัฐบาลต้องใช้มหาวิทยาลัยเป็นกลไกการทำงานเพื่อพัฒนานโยบายทั้งด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ซึ่งเมื่อพิจารณาบทบาทมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นและแนวโน้มมหาวิทยาลัยโลกแล้ว วิธีคิดของผู้บริหาร อาจารย์ และนักวิชาการไทยอาจต้องมีการปรับจูนกันใหม่!!!
ในประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางมหาวิทยาลัยและให้งบประมาณสนับสนุนเพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายระดับชาติ แต่มหาวิทยาลัยเมืองไทยยังคงติดอยู่กับระบบราชการและกฎเกณฑ์ที่เป็นอุปสรรคต่อความคล่องตัวในการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ และที่น่าเป็นกังวลคือการมองเรื่องการจัดสรรผลประโยชน์ที่มาก่อนการลงมือทำ ขณะที่ GRIPS สนับสนุนให้ข้าราชการระดับกลางและนักศึกษาต่างชาติสามารถเข้ามาศึกษาและทำวิจัยในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐโดยตรง ทำให้สามารถสร้างเครือข่ายระดับนานาชาติที่เป็นประโยชน์ต่อการบริหารประเทศในระยะยาว
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญกับ “ความร่วมมือที่ลึกซึ้ง” (Deep Partnership) กับหน่วยงานอื่น ๆ ทุกภาคส่วน มหาวิทยาลัยต้องไม่เน้นที่การร่วมมือเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ชั่วคราว แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้มหาวิทยาลัยกลายเป็นส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้เมื่อทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ธุรกิจ และท้องถิ่น
ความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยเคโอะ (Keio University) กับเมืองสึรุโอกะของญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างความร่วมมือเชิงประจักษ์ที่ประสบความสำเร็จสูงมาก จากเมืองที่เคยซบเซาทางเศรษฐกิจกลับมาคึกคักอีกครั้งเมื่อมหาวิทยาลัยเคโอะเข้ามาเป็นตัวกลางการเชื่อมโยง
องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้กับภาคอุตสาหกรรมในพื้นที่ และเมื่อเติบโตมากก็ใช้วิธีการสปินออฟ (Spin-off) หรือ “โตแล้วแตก” ทำให้เกิดบริษัทสตาร์ตอัปใหม่จนสามารถพลิกโฉมเศรษฐกิจของเมืองได้อย่างเป็นรูปธรรม
ทุกวันนี้มหาวิทยาลัยไทยยังเผชิญกับปัญหาหลัก ๆ 3 ประการ ได้แก่ 1) ระบบราชการที่แข็งตัว กฎเกณฑ์ที่ล้าสมัยทำให้มหาวิทยาลัยไม่สามารถร่วมมือกับภาคเอกชนหรือชุมชนได้อย่างคล่องตัว 2) แนวคิดมหาวิทยาลัยเพื่อการเรียนการสอนมากกว่าการพัฒนานโยบาย มหาวิทยาลัยยังคงเน้นการผลิตบัณฑิตมากกว่าการเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจ และ 3) ขาดความร่วมมือที่ลึกซึ้ง ทำงานในลักษณะเป็นครั้ง ๆ มากกว่าการเป็นหุ้นส่วนระยะยาวกับภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน
ทางออกของปัญหานี้อยู่ที่การปรับแนวคิดของมหาวิทยาลัยใหม่ โดยการให้ภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการกำหนดโจทย์วิจัย ไปจนถึงการประยุกต์ใช้งานจริงในภาคธุรกิจและนโยบายของรัฐ การสร้างพันธมิตรที่แท้จริงระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคส่วนอื่น ๆ จะช่วยให้เกิดระบบนิเวศที่ส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ลดการพึ่งพางบประมาณจากภาครัฐ และสร้างผลกระทบต่อสังคมได้อย่างยั่งยืน
มหาวิทยาลัยไทยควรถามตัวเองว่า เราต้องการเป็นเพียงสถานที่ให้ความรู้ หรือเป็นแรงผลักดันสำคัญของการพัฒนาประเทศ? หากยังคงยึดติดกับระบบเดิม ๆ ที่มหาวิทยาลัยเป็นเพียงผู้ผลิตบัณฑิตและงานวิจัยโดยไม่สามารถนำไปใช้จริงได้ ก็คงไม่แปลกที่ประเทศไทยจะวนเวียนอยู่กับการพึ่งพาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากต่างประเทศ
มหาวิทยาลัยไทยสามารถก้าวสู่บทบาทที่ยิ่งใหญ่และตรงโจทย์การพัฒนาประเทศ โดยต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแนวคิดและ หันมาสร้างความร่วมมือที่แท้จริงกับภาคส่วนอื่น ๆ ในสังคม มหาวิทยาลัยต้องไม่เป็นเพียงผู้ผลิตงานวิจัย “ขึ้นหิ้ง” แต่ต้องเป็นศูนย์กลางที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาชุมชนและเศรษฐกิจ ถึงเวลาแล้วที่นักวิชาการ อาจารย์ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยต้องก้าวออกจากกรอบเดิม“คิดใหม่ ทำใหม่” เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงใหม่ และถึงเวลาแล้วที่มหาวิทยาลัยไทยต้องก้าวรุกไปอีกขั้น ลุกขึ้นมาเป็นผู้นำการสร้างการเปลี่ยนแปลงบนความร่วมมือที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ สังคม และรัฐบาลครับ...