การประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขมาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 มีอันต้องสะดุดหยุดลง ภายหลัง สส. พรรคภูมิใจไทย และ สมาชิกวุฒิสภาส่วนใหญ่ หรือสว.สายสีน้ำเงิน วอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม โดยให้เหตุผลว่าเป็นการประชุมที่มิชอบด้วยกฎหมาย
โดยก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ประชุมพรรคภูมิใจไทยมีมติเอกฉันท์ ไม่ร่วมพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยนายอนุทิน ขาญวีระกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้เหตุผลว่าการบรรจุวาระมีความขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2564 จะต้องจัดทำประชามติสอบถามความคิดเห็นของประชาชนก่อน เมื่อการพิจารณาวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้ (13 กุมภาพันธ์2568) ยังไม่ได้มีการปฏิบัติในเรื่องขั้นตอนการจัดทำประชามติ พรรคภูมิใจไทยเห็นว่ามีความสุ่มเสี่ยง และพักไม่สามารถรับความเสี่ยงนั้นได้ เพราะมีสส.ที่ประชาชนเลือกเข้ามาทำงานถึง 71 คน ต้องทำงาน ไม่สามารถรับความเสี่ยงทั้งที่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้อย่างชัดเจนแล้ว
แม้ในการประชุมเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ จะมีความพยายามแก้เกมด้วยการเสนอให้เลื่อญัตติด่วนเข้ามาพิจารณาก่อน แต่ไม่สำเร็จ โดยมีมติ 275 ต่อ 247 โหวต “ไม่เห็นด้วย” ที่จะเลื่อนญัตติ
ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าญัตติดังกล่าวเสนอโดยนพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ที่ขอให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าต้องทำประชามติกี่ครั้ง โดยญัตติดังกล่าวมีชื่อของนายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรค เพื่อไทย และนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรมรวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อไม่สามารถเลื่อนญัตติของ นพ.เปรมศักดิ์ขึ้นมาพิจารณาได้ แต่แทนที่ที่ประชุมจะได้พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป กลับต้องเจอกับเกมวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม นำโดยนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาที่ประกาศว่าเป็นการประชุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ และขอออกจากที่ประชุมไป จากนั้นจึงมีสส.และสว.เดินออกจากห้องประชุมตามไป ก่อนที่ นพ.เปรมศักดิ์ จะเสนอนับองค์ประชุม และพบว่าสภาล่ม โดยนอกจากจะมีสส.และสว.ที่วอล์กเอต์เดินออกจากห้องประชุมไปแล้ว ผู้ที่อยู่ในห้องประชุมบางส่วนไม่ได้กดบัตรแสดงตนเป็นองค์ประชุมด้วย
เกมแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ยื่นญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงยากที่จะสำเร็จได้ หากแต่ต้องดำเนินการเพียงเพราะได้ให้คำมั่นสัญญาหรือประกาศเป็นนโยบายเอาไว้ ที่เชื่อกันว่า หมดวาระของรัฐบาลหรือสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ก็ไม่อาจจะได้ตั้งไข่