ทวี สุรฤทธิกุล

“รัก” คือความรู้สึกจากหัวใจ “จงรัก” คือความเชื่อหรืออุดมการณ์ และ “รักษา” คือปกป้องเอาไว้

สถาบันพระมหากษัตริย์ของไทยทุกวันนี้กำลังตกอยู่ในอันตราย อย่างแรกคือมีการโต้เถียงกันว่า ควรจะ “รักษา” ไว้หรือให้มีอยู่ต่อไปหรือไม่ ตามมาด้วยปัญหาของความ “จงรัก” คือคนที่เชื่อมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ก็เริ่มจะเกิดความหวั่นไหว ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์จะดำรงคงอยู่ในสังคมสมัยใหม่นี้ต่อไปอย่างไร และท้ายที่สุด สังคมไทยที่เคยคิดว่าเป็นสังคมที่มีคน “รัก” พระมหากษัตริย์อยู่เป็นปกตินั้น ก็ชักจะไม่ปกติ ด้วยหลายคนหลายกลุ่มก็รักพระมหากษัตริย์แตกต่างกัน

เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ไปที่ศาลอาญา เพื่อเป็นพยานให้กับคดีความผิดเกี่ยวกับนำความอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งผู้ที่เป็นโจทก์ก็คือ พลตรีนายแพทย์เหรียญทอง แน่นหนา (ได้ขออนุญาตให้ออกชื่อในบทความได้) ส่วนจำเลยเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เหตุเกิดเมื่อ พ.ศ. 2558 ก่อนการสวรรคตของพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 โดยจำเลยได้โพสต์ข้อความจำนวนมาก ให้ร้ายพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ แต่ตำรวจทำการสอบสวนให้เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ แล้วอัยการก็เห็นชอบให้ส่งฟ้อง เรื่องได้ขึ้นสู่ศาลเมื่อปี 2561 จนกระทั่งเมื่อวันพุธที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมาก็ให้ผู้เขียนไปขึ้นศาล เพื่อให้การเป็นพยาน ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์และผู้มีส่วนร่วมในการออกกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฉบับนี้ เมื่อครั้งที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อ พ.ศ. 2550

แต่คดีก็สิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว เพราะจำเลยรับสารภาพ ศาลนัดอ่านคำพิพากษาในเดือนมีนาคมนี้ แต่ก็มีปัญหาก็คือ นายแพทย์เหรียญทองได้ขอให้ศาลอย่ารอลงอาญา เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง โดยแจ้งแก่ศาลว่าความจริงคดีนี้ควรจะฟ้องในข้อหา “หมิ่นกษัตริย์” หรือมาตรา 112 ของกฎหมายอาญา และลงโทษให้จงหนัก ทั้งนี้น่าจะเป็นความบกพร่องของตำรวจและอัยการ ที่ไม่ฟ้องด้วยมาตรา 112 ซึ่งอัยการก็แจ้งว่าเป็นนโยบายของ คสช.ในช่วงนั้น ที่ให้ฟ้องเป็นความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ อย่างไรก็ตาม นายแพทย์เหรียญทองก็จะต่อสู้ในเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด โดยจะให้ผู้ที่ทำความผิดเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์นี้ ต้องได้รับโทษอย่างสาสม

ในช่วงเวลา 7 - 8 ปีที่ผ่านมา ผู้เขียนได้ขึ้นให้การแก่ศาล ในคดีเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์ ในฐานะพยานฝ่ายโจทก์มาแล้วกว่า 10 คดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคดีความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ มีบ้างสัก 4 - 5 คดีที่เป็นเรื่องมาตรา 112 และสังเกตเห็นว่า ถ้าเป็นคดีมาตรา 112 จำเลยมักจะชนะ คือไม่มีความผิด อย่างเมื่อปลายปี 2567 ที่ผ่านมา จำเลยโพสต์ข้อความที่กระทบต่อพระมหากษัตริย์อย่างชัดเจน โดยนำเอาเพลงยาวครั้งเสียกรุงศรีอยุธยา มากล่าวพาดพิงถึงพระมหากษัตริย์ในปัจจุบัน ซึ่งศาลท่านพิพากษาว่าไม่ผิดเพราะเป็นกลอนที่สาธารณชนรับรู้และอ่านได้โดยทั่วไป จำเลยไม่ได้แต่งขึ้นเอง (เอากับท่านสิ) แต่ถ้าเป็นคดีเกี่ยวกับการโพสต์ข้อมูลเท็จลงในคอมพิวเตอร์ จำเลยเหมือนจะจำนนต่อหลักฐาน ซึ่งก็มีคดีหนึ่งที่ผู้เขียน “สะท้อนใจ” คือเห็นใจจำเลยมาก เพราะจำเลยเป็นวัยรุ่น ที่สำคัญคือ “สติปัญญาบกพร่อง” แล้วชอบไปเข้ากลุ่มที่โพสต์ข้อความแสดงการดูหมิ่นเกลียดชังพระมหากษัตริย์ พอขึ้นศาลก็เดือดร้อนถึงพ่อแม่ มาเป็นพยานให้ลูกว่ามีความผิดปกติอย่างไร แต่สุดท้ายทราบว่า ศาลท่านยกฟ้องเพราะจำเลยไม่ปกติดังกล่าว

ขอยุติเรื่องที่กระบวนการยุติธรรม “มีปัญหา” กับเรื่องคดีความเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์นี้ไว้ก่อน เพราะอยากจะ “ระบาย” เรื่อง “ความรัก - จงรัก และการรักษา” พระมหากษัตริย์อย่างที่ได้เริ่มต้นไว้

ในสมัยที่เรายังไม่มีอินเตอร์เน็ตและโซเชียลมีเดีย การนินทาว่าร้ายพระมหากษัตริย์ก็มีอยู่เป็นปกติ ในช่วง พ.ศ. 2520 - 2529 ที่ผู้เขียนทำหน้าที่เป็นเลขานุการของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่บ้านในซอยสวนพลูมักจะมีผู้คนแวะเวียนเข้ามา “ส่งข่าว” เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ อยู่เสมอ รวมทั้งเรื่องเกี่ยวกับพระมหากษัตริย์นั้นด้วย ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็รับฟัง แต่ไม่เอามาใส่ใจ ท่านบอกว่า “สกปรก รกรุงรัง ไม่มีประโยชน์ ...  ในหลวงนั้นเป็นทองแท้ ไม่มีอะไรมาทำให้พระองค์ท่านมัวหมองได้”

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เสียชีวิตไปนานแล้ว แต่ถ้าท่านอยู่มาถึง พ.ศ.นี้ ท่านก็คงจะต้องได้รับรู้ว่ามี มีโซเชียลมีเดียหลายกลุ่ม “จาบจ้วง” หรือด้อยค่าสถาบันและองค์พระมหากษัตริย์ ซึ่งน่าจะมากกว่าในสมัยของท่าน เพราะมันอยู่ใน “ที่เฉพาะ” ที่สามารถสื่อสารกันได้ทุกที่ ทุกเวลา ยากแก่การตรวจสอบ และจับได้ไล่ทัน ซึ่งก็คงจะทำให้ท่านทุกข์มาก แต่ถ้ายึดหลักที่ท่านใช้อยู่ประจำตัวในสมัยของท่าน ก็คงจะต้อง “ปลง” หรือมี “อุเบกขา” ไม่สนใจใยดีหรือเอาตัวเข้าไปรับทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้น

ทว่า “หลักการ” ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยึดถือและปฏิบัติ มีความหมายและวิธีการที่ลึกซึ้งไปยิ่งกว่านั้น แม้จะต้องฝืนใจยอมปลง แต่ในขณะเดียวกันก็ต้อง “ปรับใจและความเชื่อความคิด” กันพอสมควร

ประการแรก เราต้องมีความรักในพระมหากษัตริย์ ถ้าเป็นมนุษย์สามัญ ความรักนั้นมักจะเกิดจากความชอบพอหรือความใกล้ชิดสนิทสนม จากนั้นก็มีการพึ่งพาและช่วยเหลือหรือสร้างประโยชน์สุขให้กัน ถ้าเราเห็นว่าพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ในสถานะนี้ เราก็จะเกิดความรักพระมหากษัตริย์ไปโดยธรรมชาติ

ประการต่อมา เราอาจจะไม่ได้รักพระมหากษัตริย์ในแบบที่เกิดกับปุถุชน แต่เมื่อเราอยู่ในสังคมที่ต้องมี “แกนสังคม” ให้ยึดเหนี่ยว เราก็ต้องมีความเชื่อมั่นในการมีอยู่ของพระมหากษัตริย์ สิ่งนี้ก็คือ “อุดมการณ์” ที่จะต้องมีขึ้นในชาติ ที่เราเรียกว่า “ความจงรักภักดี” นั่นเอง

ประการสุดท้าย เราจะต้องหาวิธีการที่จะ “รักษา” สถาบันและพระมหากษัตริย์นั้นไว้ ที่ทำกันมาก็คือการใช้เครื่องมือทางการเมืองและการปกครองต่าง ๆ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ กฎหมาย และการปกป้องคุ้มครองด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่ถ้าจะให้เกิดความเข้มแข็งและยั่งยืน ก็จะต้องปลูกฝังให้เห็นความสำคัญของสถาบันสูงสุดนี้ รวมทั้ง “การปรับตัวเข้าหากัน” ระหว่างพระมหากษัตริย์กับประชาชน ดังที่ได้เคยมีแบบอย่างมาในรัชสมัยก่อน

ประการสุดท้ายนี้เอง ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์พยายามย้ำเตือนและเสนอแก่สังคมไทยมาตลอดชีวิตของท่าน ซึ่งท่านมองว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยมีการปรับตัว “เข้าหาประชาชน” มาตั้งแต่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ จนกระทั่งเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ที่คนบางคนคิดจะไม่ให้มีพระมหากษัตริย์ ก็ไม่อาจจะทำลาย “ความรัก” ที่เกิดขึ้นนั้นได้ อันทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์จึงยังคงตั้อยู่ได้มาถึงทุกวันนี้

“ความรัก” นี่เองได้สร้าง “ความจงรักภักดี” ให้เกิดขึ้น และที่สุด “การรักษา” กันและกันให้อยู่รอดก็จะตามมา

ทั้งนี้ทั้งสองฝ่ายจะต้อง “สร้างและประสาน” ทั้งสามสิ่งข้างต้นให้แข็งแรงมั่นคงอยู่เสมอ !