เสือตัวที่ 6

ความหมายอันทรงคุณค่าที่ไม่ว่าจะเป็นรัฐประเทศใดจะต้องรักษาไว้อย่างสูงสุดนั้นก็คืออธิปไตยของรัฐที่รัฐเอกราชจะต้องรักษาไว้อย่างเต็มกำลัง ด้วยอำนาจอธิปไตยของรัฐที่มีไว้เพื่อคุ้มครองป้องกันทุกชีวิตของรัฐ ไม่ให้รัฐอื่นคุกคามความมั่นคงของรัฐด้วยการเข้ามารุกรานหรือแสดงท่าทีที่จะคุกคามผู้คนของรัฐเอกราชนั้นๆ หรือไม่ให้รัฐอื่นหรือชนกลุ่มอื่นเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในรัฐได้ โดยรัฐสามารถที่จะดำเนินการใดๆ ในรัฐของตนได้อย่างอิสรภาพเสรีภาพ รวมถึงอำนาจของรัฐในการที่จะดำเนินกิจการระหว่างประเทศได้อย่างอิสระภายใต้กติกาสากลระหว่างประเทศ รวมทั้งการแก้ปัญหาต่างๆ ระหว่างประเทศ ต่างๆ เหล่านั้นจึงจะบ่งบอกถึงความเป็นเอกราชของรัฐนั้น ๆ ท่ามกลางประชาคมโลกโดยสมบูรณ์ ซึ่งการจะรักษาอธิปไตยอันเป็นสิ่งทรงคุณค่าสูงสุดของรัฐไว้ได้อย่างสง่างามนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่รัฐนั้นๆ ต้องแสดงท่าทีที่เข้มแข็งผสมผสานอย่างกลมกลืนและได้สมดุลกับการสร้างสัมพันธ์ภาพที่ดีกับรัฐประเทศอื่นอย่างกลมกลืนบนพื้นฐานของการยำเกรงศักดิ์ศรีให้เกียรติและเคารพอธิปไตยระหว่างกัน

กรณีเรือรบเมียนมายิงเรือประมงไทยเมื่อปลาย พ.ย.67 ที่ผ่านมาทั้งที่พื้นที่นั้นยังไม่มีความชัดเจนว่าเป็นเขตแดนทางทะเลของฝ่ายใด ด้วยความคาบเกี่ยวในพื้นที่ทางทะเลที่ควรจะปฏิบัติต่อเรือประมงที่ไม่มีอาวุธอย่างละมุนละม่อม หากแต่เรือรบเมียนมากลับยิงเข้าใส่เรือประมงเหล่านั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน สูญหาย 2 คน บาดเจ็บ 2 และยึดเรือประมงไป 1 ลำ ถูกจับกุมไป 31 คน จึงเป็นการละเมิดอธิปไตยโดยไม่ยำเกรงต่อศักยภาพของรัฐไทย นับเป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่เรือประมงไทย ด้วยวิถีกระสุนที่บ่งบอกว่าเป็นการยิงที่ต้องการทำลายเป้าหมาย ทั้งที่ตามหลักการทั่วไปที่ระบุไว้ว่า เมื่อเกิดการรุกล้ำน่านน้ำหรือเขตแดน จะต้องมีการสื่อสารกันก่อนเป็นอันดับแรก มีการแจ้งเตือน และหากจะมีการใช้อาวุธก็ต้องยิงไปที่กราบเรือ ไม่ใช่เก๋งเรือ ไม่ได้หมายชีวิต เพียงเพื่อต้องการให้เรือหยุด ทำการจับกุมหรือควบคุมเรือเท่านั้น และหลังจากนั้นทางการเมียนมายังนำตัวผู้ถูกจับกุมเหล่านั้นขึ้นศาลและมีคำตัดสินว่ารุกล้ำเขตแดนเมียนมาและตัดสินจำคุกคนละ 4-5 ปี ทั้งที่ทางการไทยพยายามเจรจาขอให้ปล่อยตัวมาก่อนหน้านี้ ท่าทีแข็งกร้าวของเมียนมาจึงชัดเจนว่าเป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับรัฐไทยในทุกรูปแบบ ในขณะที่ทางการไทยพยายามเข้าใจท่าทีของเมียนมาและพยายามขออภัยโทษให้คนไทยทั้ง 4 คน หากแต่ผลข้างเคียงที่จะเกิดขึ้นก็คือการขออภัยโทษปล่อยตัวคนไทยนั้นจะเป็นการยอมรับเขตอธิปไตยของเมียนมาในบริเวณน่านนั้นดังกล่าวซึ่งจะถูกนำไปเป็นข้อกล่าวอ้างในกระบวนการขององค์กรระหว่างประเทศหรือศาลโลกในอนาคตเฉกเช่นเดียวกับการเสียอธิปไตยของรัฐไทยในกรณีเขาพระวิหาร

ในขณะเดียวกันการรุกล้ำพื้นที่ตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งมีพื้นที่ที่ยังปักปันเขตแดนไม่แล้วเสร็จหลายพื้นที่ด้วยเป็นพื้นที่อิทธิพลในการครอบครองของกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ หลากหลายกลุ่มที่กำลังสู้รบกับรัฐบาลเมียนมา ทำให้การพยายามปักปันเขตแดนไทย- เมียนมา มีความสลับซับซ้อนจนไม่สามารถทำให้สำเร็จได้โดยง่าย และปัญหาเขตแดนจึงเป็นช่องว่างให้กลุ่มชาติพันธุ์เข้ามามีอิทธิพลอยู่ตลอดตามแนวชายแดนไทย-เมียนมา และหนึ่งในนั้นก็คือดินแดนที่เป็นเขตอิทธิพลกลุ่มว้าแดงที่กำลังรุกล้ำเขตอธิปไตยของรัฐไทยบริเวณพื้นที่ อ.ปาย และ อ.ปางมะผ้า ของ จ.แม่ฮ่องสอน ในขณะที่รัฐไทยและฝ่ายความมั่นคงมีท่าทีประนีประนอมแม้จะผ่านพ้นเส้นตายที่ไทยยื่นให้กลุ่มว้าแดงถอนกำลังออกจากพื้นที่นั้นภายใน 18 ธ.ค. แล้วก็ตาม หากกลุ่มว้าแดงกลับแสดงท่าทีแข็งกร้าวเพื่อสร้างอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนนั้นอันเป็นการท้าทายอธิปไตยของรัฐไทยอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่อธิปไตยของรัฐไทยก็กำลังถูกท้าทายตลอดทั่วเขตแดนไทยกับรัฐต่างๆ รอบด้าน สถานการณ์จากอดีตจนถึงปัจจุบันที่ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจึงส่งผลต่อชายแดนไทยรอบด้านตึงเครียด เช่น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย ซึ่งมีพื้นที่พิพาทปักปันเขตแดนไม่แล้วเสร็จ เช่นเดียวกับ ด้านไทย-เมียนมา

การคุกคามต่ออธิปไตยของรัฐในระยะนี้ก็เกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากเครื่องบินรบของเมียนมารุกล้ำเข้ามาในเขตอธิปไตยประเทศไทยทางด้าน อ.พบพระ จ.ตาก เมื่อ 30 มิ.ย. ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของทางการไทยว่าได้ทำหน้าที่เพียงพอในการปกป้องอธิปไตยของชาติหรือไม่ รวมทั้งการดูแลความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในฝั่งไทย และเมื่อ 20 ธ.ค.ที่ผ่านมา กองทัพอากาศได้ตรวจพบอากาศยานไม่ทราบฝ่ายรุกล้ำน่านฟ้าไทยบริเวณแนวชายแดนไทย-เมียนมา อำเภอพบพระ จังหวัดตาก ทำให้หน่วยควบคุมการบินสกัดกั้น ได้สั่งให้เครื่องบินขับไล่ F-16 จำนวน 2 เครื่อง จาก กองบิน 4 จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อพิสูจน์ฝ่ายและสกัดกั้นอากาศยานดังกล่าวให้ออกไปจากพื้นที่ แต่หากก็รับรู้โดยทั่วไปกันว่าเครื่องบินรบด้งกล่าวเป็นของกองทัพเมียนมาอย่างแน่นอนเพราะน่านฟ้าบริเวณนั้นเป็นแนวชายแดนรัฐไทยกับรัฐเมียนมาเท่านั้น ซึ่งไม่มีกลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มใดมีศักยภาพพอที่จะมีเครื่องบินรบเช่นนี้ได้ และการส่งเครื่องบินรบจากประเทศหนึ่งรุกล้ำอย่างตั้งใจต่อประเทศอื่นนั้นนับได้ว่าเป็นการแสดงท่าทีที่จะคุกคามต่อความมั่นคงของชาตินั้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการคุกคามที่ท้าทายอธิปไตยของรัฐนั้นอย่างอหังกา และแม้การรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่อย่าให้มีกระทำใดๆ ที่เป็นการท้าทายอำนาจอธิปไตยของรัฐไทยจนเสียเกียรติภูมิและศักดิ์ศรีของประเทศ