เสรี พงศ์พิศ

Fb Seri Phogphit

“แก่ช้า อายุยืน” เป็นหนังสือของ ดร.เดวิด ซินแคลร์ อาจารย์ที่ฮาร์วาร์ด นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านพันธุศาสตร์และกระบวนการชราภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ศึกษากลไกที่เกี่ยวข้องกับความชราภาพและการค้นหาวิธีการยืดอายุขัยและคุณภาพชีวิตในวัยสูงอายุ

ในหนังสือเล่มนี้และในการให้สัมภาษณ์ต่าง ๆ เขาเสนอแนวคิดสำคัญหลายประการเกี่ยวกับความชราภาพว่า ความชราไม่ใช่กระบวนการธรรมชาติที่ต้องเกิดขึ้นเสมอไป แต่เป็น "โรค" หรือ "กระบวนการที่ผิดปกติ" ซึ่งสามารถป้องกันหรือชะลอได้ รักษาได้ ความคิดนี้เปลี่ยนมุมมองแบบดั้งเดิมเกี่ยวกับอายุขัย โดยเขาเสนอว่าความชรานำไปสู่โรคร้ายแรง เช่น มะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ และอัลไซเมอร์

เขาบอกว่า ความชราเกิดจาก “ทฤษฎีข้อมูลเกี่ยวกับอายุ” (Information Theory of Aging) ที่บอกว่าอายุที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวข้องกับการสูญเสียข้อมูล (information) ทางพันธุกรรมที่ควบคุมการทำงานของเซลล์ รหัสพันธุกรรม (DNA) ยังคงเหมือนเดิม แต่กลไกการอ่านและถอดรหัส (epigenetic information) ถูกลดทอนหรือทำให้เสียหาย  ซึ่งส่งผลให้เซลล์ทำงานผิดปกติ

เขาเห็นว่า Sirtuins เป็นกลุ่มโปรตีนที่มีบทบาทในการควบคุมกระบวนการชราภาพและซ่อมแซม DNA  Sirtuins ทำงานได้ดีขึ้นเมื่อมี NAD+ ซึ่งเป็นโมเลกุลที่ร่างกายผลิตขึ้น แต่ปริมาณจะลดลงเมื่ออายุมากขึ้น

การเพิ่ม NAD+ ในร่างกาย สามารถช่วยกระตุ้น Sirtuins และชะลอกระบวนการชราภาพ

เขาเสริมว่า การกระตุ้นกลไกเซลล์ให้รับมือกับความเครียด ด้วยฮอร์เมซิส (Hormesis) กระบวนการที่เซลล์ตอบสนองต่อความเครียดในระดับที่ปลอดภัย เช่น การจำกัดแคลอรี หรือการออกกำลังกาย ความเครียดเหล่านี้กระตุ้นกลไกป้องกันเซลล์และช่วยชะลอความชรา

ซินแคลร์ชี้ให้เห็นว่าความชราเป็น "ต้นเหตุ" หลักของโรคเรื้อรังและร้ายแรงอย่าง มะเร็ง โรคหัวใจ และอัลไซเมอร์ ถ้าสามารถจัดการความชราได้ เราก็อาจลดความเสี่ยงหรือชะลอการเกิดโรคเหล่านี้ได้

เขาแนะนำและทำเป็นตัวอย่าง (พร้อมกับคุณพ่อของเขา) วิธีการดำเนินชีวิตเพื่อยืดอายุขัย เช่น การทำ IF การลดรับประทานเนื้อแดง อาหารแปรรูป การเสริม NMN หรือ Resveratrol (ซึ่งมีการผลิตเป็นยา)

ซินแคลร์ไม่ได้ต้องการให้คนมีอายุยืนเท่านั้น แต่ต้องการให้มีสุขภาพดีในวัยชรา มีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพปราศจากโรคภัย

เขาเน้นบทบาทสำคัญของไมโทคอนเดรีย และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูเซลล์ให้กลับมาทำงานเหมือนในช่วงวัยหนุ่มสาว เพราะไมโทคอนเดรีย คือโรงงานพลังงานและศูนย์กลางสุขภาพเซลล์ เมื่อเราอายุมากขึ้น ไมโทคอนเดรียเริ่มเสื่อมสภาพและทำงานได้ไม่มีประสิทธิภาพ เกิดการสร้างอนุมูลอิสระมากขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายของเซลล์

การลดลงของพลังงานจากไมโทคอนเดรียส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ และเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความชรา เขาเสนอว่า การฟื้นฟูการทำงานของไมโทคอนเดรียเป็นกุญแจสำคัญในการชะลอความชราและโรคที่เกี่ยวข้องกับอายุ เช่น มะเร็ง อัลไซเมอร์ และโรคหัวใจ

เขาเสนอว่า "ข้อมูลเชิงพันธุกรรม" (Epigenetic Information) มีความสำคัญต่อการรักษาเซลล์ให้อยู่ในสถานะที่ดี เขาเปรียบเทียบ DNA ว่าเป็นข้อมูลดิบของเซลล์ ในขณะที่ Epigenetics คือ "ซอฟต์แวร์" ที่ควบคุมการแสดงออกของยีน (gene expression) แต่เมื่อเรามีอายุมากขึ้น Epigenetic "software" เกิดความเสียหาย เช่น การสะสมโปรตีนที่ไม่พึงประสงค์และการเสียสัญญาณทางพันธุกรรม  เซลล์จึงสูญเสียความสามารถในการทำหน้าที่เหมือนในวัยหนุ่มสาว

ซินแคลร์ใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า Yamanaka Factors (กลุ่มยีนที่สามารถรีเซตเซลล์ให้กลับไปสู่สถานะต้นกำเนิด) ในการทดลอง โดยการกระตุ้นปัจจัยเหล่านี้ในระดับที่ควบคุมได้ เซลล์ที่เสื่อมสภาพสามารถกลับไปทำงานเหมือนเซลล์ในวัยหนุ่มสาว กระบวนการนี้ยังช่วยฟื้นฟูการทำงานของไมโทคอนเดรีย และปรับปรุงความสามารถในการซ่อมแซม DNA

ในการทดลองกับหนู การเพิ่มระดับ NAD+ และการกระตุ้น Sirtuins ไม่เพียงช่วยฟื้นฟูไมโทคอนเดรีย แต่ยังปรับปรุงการทำงานของระบบประสาท หนูที่ได้รับการฟื้นฟูระดับ NAD+ แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงในความจำและความสามารถในการเรียนรู้ ซึ่งแสดงถึงศักยภาพในการฟื้นความจำในมนุษย์

ซินแคลร์เห็นว่าในอนาคต มนุษย์จะสามารถควบคุมกระบวนการชราได้ และอาจ "ย้อนเวลา" ให้เซลล์กลับมาอยู่ในสภาพที่แข็งแรงเหมือนวัยหนุ่มสาว ซึ่งจะช่วยให้ชีวิตมีอายุยืนและมีคุณภาพมากขึ้น

ซินแคลร์ใช้การตรวจเลือดที่ล้ำสมัยเพื่อประเมินอายุทางชีวภาพและตัวชี้วัดสุขภาพต่าง ๆ ซึ่งวิธีการนี้ไม่ได้ดูแค่อายุจริง (Chronological Age) แต่ประเมินว่า ร่างกายของคุณกำลังแก่ตัวไปอย่างไรในเชิงชีวภาพ นี่คือคำอธิบายเกี่ยวกับกระบวนการและความเป็นไปได้ในการทำในห้องปฏิบัติการอื่น ๆ

เขารวบรวมข้อมูลเหล่านี้เพื่อติดตามสุขภาพโดยรวมและกระบวนการชะลอวัย โดยใช้ AI และ Machine Learning เพื่อรวมข้อมูลจากตัวชี้วัดทางชีวภาพและการทดสอบอีพิเจเนติกส์เพื่อสร้างข้อมูลเชิงลึกส่วนบุคคลเกี่ยวกับการแก่ตัวและความยืนยาว เขาทดลองกับตัวเอง พบว่าหลังจากดูแลสุขภาพดี อายุขัยของเขาเพิ่มขึ้นมาก

 ห้องปฏิบัติการที่ให้บริการ Epigenetic Testing มีหลายบริษัท ให้บริการทดสอบอายุทางชีวภาพผ่านการวิเคราะห์ DNA โดยส่งตัวอย่างเลือดหรือน้ำลายไปยังห้องปฏิบัติการเหล่านี้เพื่อรับรายงานโดยละเอียด

วิทยาศาสตร์วันนี้ก้าวหน้าจนสามารถบอกอายุขัยของคนเราได้แม่นกว่าหมอดู อยากรู้ว่าเมืองไทยมีบริการ “ดูอายุขัย” ในห้องแล็บได้หรือไม่ ที่ไหน คงต้องสอบถามเอง

คนอาจจะไม่เป็นอมตะ แต่อายุยืนยาวถึง 120 ปี อาจเป็นเรื่อง “ปกติ” ในอีกไม่นาน