ทวี สุรฤทธิกุล

การเมืองไทยไม่ใช่มีแค่ “เทพกับมาร” แต่ที่กำลัง “ตึง” อยู่ในขณะนี้คือ “เทวดากับเปรต”

“เทพกับมาร” มีความหมายในสมัยก่อนหมายถึงการต่อสู้กันระหว่าง “ฝ่ายดี” กับ “ฝ่ายเลว” เช่น การต่อสู้ระหว่างระบอบทักษิณกับพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย ใน พ.ศ. 2548 ถึง 2549 หรือระหว่างระบอบทักษิณกับ กปปส.ใน พ.ศ. 2556 ถึง 2557 นั้นเป็นต้น (แต่รัฐบาลใน พ.ศ. 2566 มานี้ก็คือการมารวมกันของสองกลุ่มที่เคยเป็นศัตรูกันดังกล่าว เลยไม่แน่ใจว่าจะเรียกใครเป็น “ฝ่ายดี – ฝ่ายเลว” หรือจะเลวเหมือน ๆ กัน แล้วพอมารวมกันก็น่าจะเรียกว่า “ดับเบิ้ลเลว” หรือ “เลวกำลังสอง” ก็น่าจะได้)

แต่ในสมัยนี้ดูเหมือนว่าไม่ว่านักการเมืองในกลุ่มใด ๆ ก็สามารถมาผสมกลมเกลียวอยู่ร่วมกันได้ แล้วก็ยิ่งเพิ่มความชั่วความเลวนั้นมากขึ้นไปอีก ดังนั้นจึงนึกถึงคำอีกคำหนึ่งที่อาจจะมาใช้แทนแล้วจะตรงความจริงมากกว่า คือ “เทวดากับเปรต”  ที่อาจจะแปลได้ว่า “ชั่วระดับบน” พวกหนึ่ง กับ “ชั่วระดับล่าง” อีกพวกหนึ่ง แต่ทั้งสองฝ่ายก็พยายามช่วยกันทำมาหากินในทางชั่วนี้ จนสร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้คนมากขึ้น ๆ เพราะเกิดความรู้สึกว่าคงจะหาวิธีในการแก้ไขปัญหานี้ได้ยากมาก ๆ

ผู้เขียนเกิดมาในสมัยที่การเมืองไทย “ยังไม่ชั่วมาก ๆ” ขนาดนี้ เพราะในสมัยก่อนน่าจะมีความชั่วเฉพาะในกลุ่มคนที่มีอำนาจในระดับบน ๆ นั้นเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเป็นนักการเมืองก็จะเป็นพวกที่มีตำแหน่งต่าง ๆ ตั้งแต่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ลงมาถึงพวกที่เป็นที่ปรึกษา เลขานุการ หรือประจำทำเนียบและประจำกระทรวงต่าง ๆ ส่วน ส.ส.ธรรมดาก็อาศัยคนที่มีตำแหน่งเหล่านั้น “เลี้ยงดูปากท้อง” แล้วแต่ว่าท่าน ๆ เหล่านั้นจะ “อนุเคราะห์” ช่วยเหลือดูแลอย่างไร ซึ่งที่สุดก็คือเกิดการแบ่งกลุ่มกันในพรรคการเมืองต่าง ๆ เรียกว่า “มุ้ง” บ้าง “ก๊กหรือก๊วน” บ้าง ที่สร้างปัญหาทางการเมืองในยุคปี 2518 ถึง 2534 เรียกว่า “ธนาธิปไตย” คือใช้เงินซื้ออำนาและตำแหน่งทางการเมืองเพื่อเลี้ยงดูกันและกันเท่านั้น

ผลจากธนาธิปไตยทำให้ต้องมีการวางแนวทางในการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ กระทั่งได้ออกมาเป็นรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ที่พยายามสร้างการควบคุมและตรวจสอบนักการเมือง แต่นั่นก็ยิ่งเป็นหนทางให้ “มหาโจร” ในคราบนักการเมืองใช้ความได้เปรียบต่าง ๆ ที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องไว้ เช่น ความเป็นพรรคใหญ่ การควบคุมองค์กรอิสระ และการใช้นโยบายประชานิยม เข้าครอบงำระบบการเมือง ดังจะเห็นได้จากการสถาปนาระบอบทักษิณขึ้นมา ภายใต้การนำของพรรคไทยรักไทยตั้งแต่การเลือกตั้งในปี 2544 นั้น

ผู้นำของพรรคไทยรักไทยน่าจะเป็นคนที่มองการเมืองไทยได้ทะลุปรุโปร่ง แต่ “ทะลุเพียงด้านเดียว” คือมองว่าคนไทยต้องปกครองด้วย “เทวดา” หรือ “ผู้มีอำนาจพิเศษยิ่งกว่ามนุษย์” ผู้นำคนนี้จึงทำตนให้เป็นไปในแนวทางดังกล่าว โดยลืมมองอีกด้านหนึ่งว่าเทวดาที่เขาเป็นกันแล้วได้รับความเคารพเทิดทูนจากประชาชนนั้น เป็นเพราะเขาบำเพ็ญบารมีมาอย่างหนัก จนเป็นที่ประจักษ์ชัดแก่อาณาประชาราษฎรว่า ไม่ได้มาเป็นเทวดานี้เพื่อกอบโกยเอาผลประโยชน์เข้าตัวหรือพรรคพวก แต่ทำเพื่อประชาชนโดยตลอด และที่สำคัญเพื่อประชาชนทุกกลุ่ม เทวดาจึงได้รับ “การปกป้อง” จากประชาชนทุกกลุ่มนั้นด้วยดี โดยเฉพาะจากทหารและข้าราชการที่รายรอบ จนเมื่อเห็นว่านักการเมือง “เทวดาเหิมเกริม” คนนี้กำลังจะเป็นอันตรายต่อเทวดาของคนไทยจริง ๆ ทหารก็ออกมาปกป้อง อย่างน้อยก็สองครั้ง คือใน พ.ศ. 2549 กับ 2557 นั่นเอง

ทีนี้ก็มีทหารและข้าราชการ “ผู้ใหญ่” บางคน ที่อาจจะเคยชินกับการถูกปรนเปรอด้วยอำนาจเงินของคนในระบอบทักษิณ จนเกิดอาการ “หลงตน” ว่าเป็น “เทวดา” ไปด้วยอีกคนหนึ่ง พอดีกันกับที่ผู้นำของระบอบทักษิณก็เกิดเปลี่ยนมุมมองว่า เมื่อตนเองเผลอไปเป็นเทวดาแล้วก็เกิดหายนะกับตัวเองขึ้นมา ก็ลองไปทำให้พวกข้าราชการใหญ่ ๆ นี้เป็นเทวดาขึ้นมามาก ๆ ก็อาจจะดีกว่าไปเสี่ยงเอาตัวเองไปเป็นเทวดาเสียเองอย่างแต่ก่อน ดังนั้นในการเลือกตั้งปี 2566 “เทวดาหน้าเหลี่ยม” จึงยอมลดชั้น ทำทีว่าอ่อนน้อมให้กับ “เทวดาหน้ากลม ๆ” รวมถึง “เทวดาสีลายพราง” อื่น ๆ ตกลง “ดีลลับ” ทางการเมือง เพื่อทำลายพรรคการเมืองอีกกลุ่มหนึ่ง แลกกับการได้ขึ้นสู่อำนาจของคนในตระกูล รวมถึงตัวเองที่จะได้กลับมาสู่แผ่นดินแม่ “อย่างเท่ ๆ” นั้นด้วย

“กระบวนการความชั่ว” ที่เกิดขึ้นในยุคหลังตั้งแต่ที่ระบอบทักษิณเข้าครองประเทศไทยนี้ ได้สร้างให้เกิดการเติบโตของความชั่วในระดับล่างขึ้นมาอย่างน่ากลัว อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับประชาชนคนไทยจำนวนหนึ่งที่ยัง “เพ้อคลั่ง” ถึงระบอบทักษิณ ภายใต้ความงมงายว่า “รวยแล้วไม่โกง” จนถึงความเชื่อที่ว่า “ถึงจะโกงบ้างแต่ถ้าทำเพื่อประชาชนก็ยอมรับได้” ซึ่งความชั่วในลักษณะนี้ยัง “แพร่กระจายเชื้อ” ไปสู่วงการอื่น ๆ ด้วย อย่างเช่นคนรุ่นใหม่ที่อยากรวยเร็ว ๆ รวยมาก ๆ ก็พยายามวิ่งเข้าหาผู้มีอำนาจ เพื่อสร้างเกราะคุ้มครองธุรกิจ หรือบางทีก็ร่วมธุรกิจกันนั้นเสียเลย อย่างที่เราเห็นนักการเมืองบางคนต้องเดินเข้าคุกเพราะไปอ้าง “เทวดา” แบบไม่ดูตาม้าตาเรือนั้น ก็เพราะความคิดที่ว่าเทวดาคงจะคุ้มครองตลอดไป แต่เอาเข้าจริง ๆ เทวดาก็ต้องเอาตัวรอดเหมือนกัน

โดยสรุปก็คือ เทวดาที่เราเห็นอวดดีอวดใหญ่อยู่ในวงการต่าง ๆ ทุกวันนี้ ล้วนแต่เป็น “เทวดาปลอม”  เป็นการแอบอ้างหรือสร้างความเชื่อความคิดให้คนอื่นมองว่าตัวนั้นใหญ่และวิเศษทั้งสิ้น เอาเข้าจริง ๆ เทวดาพวกนี้ก็ยังต้องแอบอิง “เทวดาของจริง” ซึ่งท่านไม่ได้รู้เห็นเป็นใจด้วยกับการทำสิ่งเลว ๆ ชั่ว ๆ เหล่านี้ด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้นใครที่ยังคิดทำชั่วโดยการอ้างเทวดาหรือ “แอบอ้าง” ทำตัวเป็นเทวดา ก็จะพบแต่ความเสื่อมและฉิบหายดังที่บางคนกำลังจะเจออยู่นี้ โดยที่เทวดาจอมปลอมเหล่านั้นเห็นคนที่มาขออาศัยอำนาจและบารมีเป็นแค่ “เปรต” คือสัตว์นรกที่น่าสงสาร ที่มีร่างกายและหน้าตาที่พิกลพิการน่ารังเกียจ ร้องเรียกขอแต่ความช่วยเหลือ อย่างที่เรียกว่า “เศษใบบุญ” ที่เขาโยนทิ้งให้นั่นแล

มีคนถามว่าแล้ว “เทวดาหน้าเหลี่ยม” ที่ยังลอยหน้าชูคอ “หลอกหลอน” ผู้คน อยู่อย่างไม่สะทกสะท้านดังที่เห็นอยู่นี้ เมื่อไหร่จะ “ไปผุดไปเกิด” เสียที ก็ขอให้เชื่อในเรื่องเวรกรรม ว่าคงจะต้องมาสนองคน ๆ นี้อย่างแน่นอน ในทางศาสนาพุทธบอกว่าเมื่อยังกำจัดเสนียดจัญไรต่าง ๆ ให้หมดไปไม่ได้ ก็ให้สวดมนตร์ป้องกันไว้ มนตร์นี้เรียกว่า “คาถายันทุนฯ” ที่ในภาษาบาลีจะขึ้นต้นว่า “ยันทุน นิมิตตัง อะวะมังคะลัญจะ ...”

โดยในคำแปลท่อนท้ายจะบอกว่า “บาปร้ายเคราะห์ร้ายอันใด ฝันร้ายอันใด สิ่งไม่พึงปรารถนาอันใดที่มีอยู่ ขอสิ่งเหล่านั้นจงถึงความพินาศไป”