เสรี พงศ์พิศ

Fb Seri Phogphit

เมื่อโลกเดือด เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ความแห้งแล้ง น้ำท่วม ไฟป่า เกิดปัญหาการเกษตร การผลิตอาหารที่ขาดแคลน ราคาแพงขึ้น ปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลก

การเกษตรไทยได้รับผลกระทบมาก เพราะส่วนใหญ่พึ่งพาธรรมชาติ แม้ผลผลิตมาก แต่มูลค่าน้อยไม่ถึงร้อยละ 10  ของจีดีพี ภาคเกษตรมีแรงงานหนึ่งในสาม ส่วนใหญ่ยังเป็นชาวไร่ชาวนา ทำการเกษตรแบบเดิม ใช้เทคโนโลยีน้อย อย่างข้าว ได้ผลผลิตต่อไร่เกือบต่ำสุดในอาเซียน

วันนี้ลูกหลานที่เรียนจบ คนที่ไปทำงานในเมืองเริ่มกลับไปสืบทอด และพัฒนาให้ทันสมัย รวมทั้งเริ่มมีสตาร์ตอัปจำนวนไม่น้อย เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้มองเห็นปัญหา กระโดดเข้ามาพัฒนาการเกษตร

มีคำถามว่า ทำไมการเกษตรประเทศไทยจึงไม่พัฒนา คนรุ่นใหม่ที่ทำสตาร์ตอัปให้ความเห็นว่า เพราะสภาพที่เป็นอยู่ บรรดาธุรกิจเกษตรใหญ่ๆ เขาทำถือว่าได้ดีอยู่แล้ว มีแรงงานราคาถูก มีคนส่งผลผลิตให้ราคาไม่แพง ไม่ต้องไปพัฒนาอะไรให้มาก เกษตรกรต้อง “พึ่งพา” พ่อค้านายทุนอยู่แล้ว

แต่ถ้าหากต้องการคำตอบที่มีหลักทฤษฎีคงต้องไปถาม Samir Amin นักเศรษฐศาสตร์ชาวอิยิปต์-ฝรั่งเศส ที่โด่งดังในเรื่อง “ทฤษฎีพึ่งพา” (dependency theory) ว่าด้วยระบบอุปถัมภ์ และ “ทฤษฎีการพัฒนาที่ไม่เท่าเทียม” (unequal development theory) ที่ทำให้เกิดความ “ทันสมัยแต่ไม่พัฒนา”

ซามีร์ อามิน ทำงานให้องค์กรต่างๆ ในฝรั่งเศสและในแอฟริกา เขามองเห็นการครอบงำของประเทศพัฒนาแล้วที่ทำให้ประเทศยากจนต่างๆ ต้องขึ้นต่อพวกเขา รอรับความช่วยเหลือ หรือ “ความเมตตา” ที่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรมากไปกว่าทำให้ปัญหาความด้อยพัฒนาเรื้อรังต่อไป

แนวคิดนี้อธิบายทั้งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศรวยกับประเทศจน และระหว่างคนรวยกับคนจนในประเทศด้วย คงไม่ผิดถ้าจะใช้วาทกรรมไทยว่า “โง่ จน เจ็บ” เพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ในการประเทศต่างๆ รวมทั้งประเทศไทย

เหตุนี้กระมังที่กระทรวงเกษตรฯและกระทรวงศึกษาธิการไทยไม่มีการปฏิรูปจริงจัง เป็นกระทรวงที่นักการเมืองไม่ค่อยอยากเลือกเป็นอันดับต้นๆ เพราะไม่อยาก “เปลี่ยนแปลง” การศึกษาและการเกษตร

นักการเมือง ข้าราชการ นักธุรกิจร่วมมือกันสร้าง “อำนาจนำ” (hegemony) ครอบงำสังคม สร้างระบบอุปถัมภ์ (ทฤษฎีพึ่งพา) เอื้อคนรวย อ้างว่าให้รวยก่อน จะได้ช่วยคนจนให้รวยตาม (ทฤษฎีการพัฒนาไม่เท่าเทียม) ประเทศไทยจึงเป็นแบบอย่างของ “ความทันสมัยที่ไม่พัฒนา” ด้วยประเทศหนึ่ง

เมื่อโลกเดือด อาหารเริ่มขาดแคลนและแพง ถ้าไทยเราไม่ปรับเปลี่ยน ไม่พัฒนา นอกจากเราจะไม่มีผลผลิตเพื่อส่งออก ไม่เป็นครัวของโลก เรายังจะไม่มีกินอีกต่างหาก ครัวเราเองก็จะไม่มีอะไรนอกจาก “มาม่า”

ซามีร์ อามิน ไปช่วยประเทศในแอฟริกา บอกว่าจำเป็นต้อง “เปลี่ยนโครงสร้าง” ระบบเศรษฐกิจทั้งหมด ลดการพึ่งพาตะวันตกและบูรณารทุกภาคส่วนเพื่อตอบสนองความต้องการของท้องถิ่น เขาเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาทางเลือกที่หลากหลายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ

แนวคิดหลักของอามิน คือ ให้ประเทศยากจนพึ่งตนเองให้มาก ลดการพึ่งพาตะวันตกอย่างที่ผ่านมา พัฒนาทางเลือกที่เหมาะกับท้องถิ่น โดยเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง กระจายอำนาจ สนับสนุนอุตสาหกรรมและการประกอบการขนาดเล็กในท้องถิ่น

แนวคิดของซามีร์ อามิน ไม่ได้ต่างจากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ได้ต่างจากที่ศาสตราจารย์โรเบิร์ต มันเดล รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์พูดไว้ในปาฐกถาที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2550 ที่แนะให้เน้นการพัฒนาเพื่อการพึ่งตนเอง เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันภายในประเทศต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก หมายความว่า ทำอย่างไรจึงจะ “พึ่งตนเอง” ให้มาก และลดการพึ่งพาต่างชาติลง

คนรุ่นใหม่ที่ทำสตาร์ตอัปและคนที่สนใจการพัฒนาการเกษตรเห็นว่า จำเป็นต้องมีการทำงานแบบบูรณาการ ผสานพลังระหว่าง ภาครัฐ เอกชน วิชาการ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ อย่างกระทรวงเกษตรฯที่เป็นเหมือนโลกของตัวเอง มีทั้งงานส่งเสริม งานวิจัย งานวิชาการ ขณะที่มหาวิทยาลัยมากมายมีคณะเกษตร แต่ไม่ได้ประสานงานกัน และด้วยงบประมาณงานวิจัยที่น้อยอยู่แล้ว จึงเกิดนวัตกรรมยาก เกิดการเปลี่ยนแปลงน้อย

เคยเสนอตัวอย่างของความร่วมมือ 3 ภาคดังกล่าวเมื่อได้ร่วมกับผู้นำชุมชนเสนอพ.ร.บ.วิสาหกิจชุมชนตั้งแต่ปี 2544 โดยอ้างถึงประสบการณ์หรือโมเดลแคว้นเอมิเลีย โรมาญา ของอิตาลี ที่มีระบบสหกรณ์ที่เข้มแข็งที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป จนถูกยกให้เป็นต้นแบบของสหภาพยุโรป

ที่นั่นมีความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และวิชาการ ทำให้สหกรณ์น้อยใหญ่ที่ครอบคลุมภาคส่วนต่างๆ ของสังคมได้รับการสนับสนุนทางกฎหมาย ทุน เทคโนโลยี และวิชาการ

ได้เคยยกตัวอย่างของหน่วยงานภาคประชาสังคมของฝรั่งเศสชื่อ Boutique de Gestion ที่ให้การส่งเสริมสนับสนุน SMEs โดยในแต่ละจังหวัดจะมีตัวแทนจากภาควิชาการ ภาคการเงิน ภาคธุรกิจร่วมมือกันให้คำแนะนำ เป็นพี่เลี้ยงคนหรือกลุ่มคนที่ประสงค์จะทำการประกอบการขนาดกลางเล็กในท้องถิ่น โดยเทศบาลในท้องถิ่นให้การสนับสนุนทุนการจัดกระบวนการเรียนรู้และการแนะนำเป็นพี่เลี้ยงจนตั้งตัวได้

เคยไปร่วมงานประเมินงาน 10 ปีขององค์กรนี้เมื่อ 30 กว่าปีก่อนที่ปารีสกับคุณไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม ได้พบว่า การประกอบการต่างๆ ที่เกิดจากการส่งเสริมสนับสนุนขององค์กรนี้ประสบความสำเร็จกว่าร้อยละ 70 โดยการประกอบการส่วนใหญ่อยู่ในชนบท สัมพันธักับภาคเกษตรทั้ง “ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ”

สิ่งที่หวังได้วันนี้ คือ คนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจไปพัฒนาภาคเกษตรด้วยความรู้และเทคโนโลยี เพื่อเกษตรกรรมจะได้ไม่เป็นภาคที่ “รอวันตาย” ซึ่งจะเป็นหายนะของชาติ เพราะนั่นคือแหล่งข้าวปลาอาหารของเราเอง