ในสถานการณ์การเมืองที่แหลมคม สำหรับพรรคก้าวไกลที่คาดว่าก่อนเดือนกันยายนนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจะชี้ชะตาคดียุบพรรค จากพฤติการณ์เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง กรณีนำนโยบายแก้ไขมาตรา 112 มารณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

หากผลออกมาในทางลบ ศาลรัฐธรรมนูญมีมติยุบพรรคก้าวไกล จะส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคถูกเพิถกถอนสิทธิทางการเมือง 10 ปี และสส.ต้องหาพรรคสังกัดใหม่

ในขณะที่คะแนนนิยมของพรรคก้าวไกล ยังนำพรรคการเมืองอื่นๆ อย่างต่อเนื่องจากผลการสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพลล่าสุดไตรมาส 2 ของปี 2567

ทำให้มีการตั้งข้อสังเกตคำว่า  “ยิ่งตี ยิ่งโต” หรือ “ยิ่งยุบ ยิ่งโต” จะใช้ได้กับพรรคก้าวไกลหรือไม่ 

นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ผู้เคยชิมลางการเมืองท้องถิ่นและการเมืองสนามใหญ่ในนามของพรรคดุลยภาพ  โพสต์ข้อความในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัวแสดงความคิดเห็นถึงความนิยมของพรรคก้าวไกลเอาไว้อย่างน่าสนใจ จึงขออนุญาตหยิบยกมาบางช่วงบางตอนว่า  “เพราะพรรคการเมืองเก่าและแก่ได้เคยแสดงผลงานมาแล้ว และแทบเป็นที่พึ่งที่หวังไม่ได้…

…เมื่อประชาชนไม่มีที่พึ่งที่หวังกับพรรคเก่าและแก่ จึงมองข้ามไปที่พรรคก้าวไกลเป็นธรรมดา เพราะเป็นพรรคใหม่ ยังไม่เคยบริหารประเทศ จึงยังไม่เห็นฝีมือประชาชนจำนวนมากคิดว่าไปเสี่ยงเอาข้างหน้า ย่อมดีกว่าตายแน่ ๆ อยู่กับพรรคการเมืองเดิม ๆพรรคเก่าและแก่นั้นเหมือนเป็นอัมพฤกษ์ไปแล้วสำหรับประชาชนส่วนมาก

มีวิธีเดียวที่จะเอาชนะพรรคก้าวไกลได้ก็คือมีพรรคใหม่และคนใหม่เก่ง ๆ เป็นแนวหน้า มีนโยบายที่ทันสมัย แก้ปัญหาและสร้างสรรค์ได้จริง”

ท่ามกลางบริบทการเมือง ที่บางพรรคการเมืองเคลื่อนไหวในทางแทคติก เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กับพรรคการเมืองตนเอง และชิงบทบาทนำในขั้วอนุรักษ์

เกมทำลายความน่าเชื่อถือ และบ่อนเซาะกันเอง รวมทั้งสร้างเงื่อนไขเพื่อการเปลี่ยนแปลง ดำเนินไปภายใต้การประสานมือกันในฉากหน้า  พรรคการเมืองต่างๆอาจต้องปรับตัว หรือเข้าสู่แนวคิดการมีพรรคการเมือง และคนใหม่ที่เก่งๆ อย่างที่นายวิมลพูดถึงนั้น เป็นโจทย์ใหญ่ของขั้วอนุรักษ์