จะช้าหรือเร็ว การลาออกจากตำแหน่ง "รัฐมนตรี"ของ "สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" และ "กลุ่มสี่กุมาร" ก็ต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
แต่เมื่อทุกอย่างเดินมาจน "สุดทาง" การตัดสินใจของทุกคน ทุกฝ่าย ก็ต้องมีขึ้น ทั้ง "บิ๊กตู่"พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ "กัปตันเรือเหล็ก"เองแม้จะอยู่ในสถานะที่ลำบากใจ ก็ต้อง "ทำความเข้าใจ"กับ สมคิด เพราะเป็นคนไปชวนให้มาทำงานในฐานะ "หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ"
ขณะที่ทางฟากสมคิด และ ทีมงาน อันประกอบด้วย อุตตม สาวนายน , สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ , สุวิทย์ เมษินทรีย์ และกอบศักดิ์ ภูตระกูล เองก็ไม่อาจยื้อเวลาได้อีกต่อไป เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ ส่งสัญญาณตรงมาที่สมคิด การประกาศลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีทุกเก้าอี้ จึงเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการ ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 ก .ค.ที่ผ่านมา
ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ เดินสายไปลงพื้นที่ที่ จ.ศรีสะเกษ ส่วน สมคิด ยกเลิกภารกิจที่จ.ชุมพร แล้ว Fade ตัวเองหายไปอย่างเงียบๆ
ปฏิกริยาจากคนในพรรคพลังประชารัฐ เมื่อมีเก้าอี้รัฐมนตรีว่างลงด้วยกันถึง 4 ที่นั่งได้ถูกจับตามาโดยตลอดว่า จะมี ส.ส.หรือแกนนำกลุ่มก๊วนการเมืองในพรรค ปีกไหนที่ "ออกอาการ" ฟาดงวง ฟาดงา ประกาศตัวจับจองเก้าอี้ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้หรือไม่
โดยเฉพาะศึกที่กระทรวงพลังงาน ที่เกิดคลื่นลม เปิดเกมประลองกำลังกันมาตั้งแต่ สนธิรัตน์ ยังไม่ลุกไปจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ด้วยซ้ำ ว่า "แคนดิเดต" ที่จ่อคิวรอเสียบ นั้นมีใครบ้าง โดยเฉพาะตัวเต็งจากกลุ่มสามมิตร ทั้งสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และ อนุชา นาคาศัย เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ คนใหม่ ที่รอบนี้เจ้าตัวหวังว่าคงไม่ " พลาดหวัง" เหมือนเมื่อคราวตั้ง ครม. "ตู่ 2/1"
อย่างไรก็ดีการตัดสินใจลาออกของ สมคิดและกลุ่มสี่กุมาร เพื่อเปิดทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ ปรับเปลี่ยนตัวผู้เล่น เปลี่ยน "ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่"เพื่อมาเดินหน้าแก้ปัญหาา และฟื้นฟูภาวะเศรษฐกิจ ให้กับประเทศหลังจากที่โดนเชื้อไวรัสโควิด-19 โจมตีอย่างหนักหน่วง ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกัน อยู่ในตัว อย่างชัดเจน
โดยเฉพาะความชัดเจนที่ว่า เก้าอี้รัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจทุกที่นั่ง จะต้องคืนไปให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ตัดสินใจเลือกคน ลงมานั่งทำงาน ด้วยตัวเอง โดยจะไม่มีการคืนกลับไปให้เป็น "โควตากลาง" ของพรรคพลังประชารัฐ อย่างแน่นอน
การเปิดชื่อ "คนนอก" ที่ปรากฎผ่านสื่อ ติดโผ ทั้งรองนายกฯและรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจทุกที่นั่ง คือความจงใจที่จะส่งสัญญาณ ตอกย้ำว่า ทุกอย่างพล.อ.ประยุทธ์ จะเป็นคนกำหนดเกม ดังนั้นจึงไม่จำเป็นที่จะต้องมี "ใคร" เสนอตัวขึ้นมาให้เลือก เพราะหัวหน้ารัฐบาล เลือกคนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
ทั้ง ประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ที่มีข่าวว่า จะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ปรีดี ดาวฉาย ประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย
จะนั่ง รมว.คลัง ไพรินทร์ ชูโชติถาวร อดีต รมช.คมนาคมและผู้บริหารบริษัท ปตท. จะรับตำแหน่งรองนายกฯ ควบรมว.พลังงาน และ ทศพร ศิริสัมพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ มีข่าวว่าจะนั่ง รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหรือแม้แต่ บุญทักษ์ หวังเจริญ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทย ทุกคนคือคนนอกที่ไม่ใช่นักการเมือง
สิ่งที่เกิดขึ้น จากสัญญาณที่พล.อ.ประยุทธ์ ส่งตรงออกมาเช่นนี้ คือการกระชับอำนาจ ทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ ที่ไม่จำเป็นต้องสนใจแรงต้านจากฝ่ายการเมืองในพลังประชารัฐ แต่อย่างใด