แม้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ “ยุบ”พรรคอนาคตใหม่ ไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ 21 ก.พ.2563 ที่ผ่านมา พร้อมทั้งมีคำสั่งให้ตัดสิทธิ์ทางการเมือง “กรรมการบริหารพรรค” ทั้งสิ้น 15 รายเป็นระยะเวลา 10ปี ส่งผลให้ วันนี้ไม่มี พรรคอนาคตใหม่ ส่วนส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ ทั้ง 65 คน ก็กลายเป็นพรรคที่ไร้สังกัดแต่สามารถทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรได้
ขณะที่ “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” เหลือเพียงสถานะ “อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่” และยังจับมือกับ “ปิยบุตร แสงกนกกุล” อดีตเลขาธิการพรรค กลับไม่ยอมที่จะ “หยุด” ตัวเองเอาไว้ เมื่อสิ้นคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ลงไปด้วย ในทางตรงกันข้าม ทั้งธนาธรและปิยบุตร เลือกที่จะเดินหน้าเคลื่อนไหวทางการเมือง กันต่อทั้งในและนอกสภาฯ เพื่อตีโอบล้อมไปในคราวเดียวกัน
การนัดรวมพลของสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ และแฟนคลับ แนวมร่วมได้เกิดแฟลชม็อบภายในเวลาอันรวดเร็วหลังที่องค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านคำวินิจฉัย จบลงชี้ชัดว่า พรรคอนาคตใหม่ทำผิดพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 จากกรณีกู้เงินจากธนาธร จำนวน 191 ล้านบาทเพื่อใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 24มี.ค.2562 ที่ผ่านมา
จากแฟลชม็อบ ที่หน้าตึกไทยซัมมิท กทม. เมื่อคำวันที่ 21 ก.พ. กำลังกลายเป็น “จุดเริ่มต้น” ของการเคลื่อนไหวนัดชุมนุมตามมาในอีกหลายพื้นที่ รวมทั้งยังมีสถาบันการศึกษาหลายแห่งได้ออกแถลงการณ์ ตั้งข้อสังเกตต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดียุบพรรค
นั่นหมายความว่าการเปิดแนวรบนอกสภาฯ ได้เริ่มต้นขึ้น แม้จะมีเสียงเตือนจาก “ฝ่ายความมั่นคง”ทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตลอดจน “ฝ่ายการเมือง” ให้ระมัดระวังว่าจะเข้าข่ายกระทำความผิดตามพ.ร.บ.ชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ.2558
ถึงกระนั้นการปลุกมวลชนออกมาเคลื่อนไหวเช่นนี้ กำลังถูกเฝ้ามองด้วยความเป็นกังวล จากผู้คนในสังคม ว่าจะกลายเป็นการปลุกความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นมารอบใหม่หรือไม่ และที่สำคัญไปกว่านั้น ธนาธร จะแน่ใจได้อย่างไรว่าตัวเองจะ “เอาอยู่” ควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้ โดยไม่ให้บานปลายได้หรือ เพราะแม้แต่ “จตุพร พรหมพันธุ์” ประธานนปช. ยังอดที่จะออกมาเตือนด้วยความหวังดีไม่ได้ ในฐานะ “รุ่นพี่” ที่เคยนำคนเสื้อแดงมาชุมนุมบนท้องถนนก่อนหน้านี้ และต้องจบลงที่ตัวเองถูกดำเนินคดี
แต่ดูเหมือนว่า หากในยามนี้ บรรยากาศทางการเมืองกำลังอ่อนไหว ผู้คนต่างมีอารมณ์และความรู้สึกร่วมกับพรรคอนาคตใหม่ ที่เพิ่งถูกยุบมาหมาดๆ ธนาธร จึงเลือกที่จะเดินหน้าต่อ ด้วยการพยายามรักษาที่อยู่ที่ยืนในสภาฯ โดยในวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่เริ่มขึ้นเป็นวันแรกเมื่อวานนี้ (24 ก.พ.63) ทั้งธนาธรและปิยบุตร รวมทั้ง พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ต่างพากันไปปรากฎตัวที่รัฐสภา
ทั้งเพื่อร่วมให้กำลังใจส.ส.ของพรรคที่จะทำหน้าที่ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เปิดแผลรัฐบาล ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กับอีก “5รัฐมนตรี” รวมทั้งยังเลือกที่จะไป “ขยายแผล” ว่ามีคนในรัฐบาลเกี่ยวข้องพัวพันกับการทุจริตใน คดี 1MDB แม้งานนี้ ทั้ง “บิ๊กป้อฒ”พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและพล.อ.ประยุทธ์ จะประสานเสียงกันชัดเจนว่า จะดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีกับพรรณิการ์ อย่างไม่ต้องสงสัย
จังหวะการเคลื่อนไหวของแกนนำที่เคยมีสถานะในพรรคอนาคตใหม่ แม้วันนี้จะวางกรอบให้เดินอยู่บนท้องถนน แต่ในขณะเดียวกัน การรักษาแนวรบในสภาฯ ก็ยังเป็นเรื่องที่จำเป็นไม่น้อย โดยเฉพาะในห้วงจังหวะที่ ส.ส.ของอนาคตใหม่ ถูกจับตาว่าอาจจะอยู่ในสภาพ “แพแตก” ง่ายต่อการเลือกทางเดินใหม่ ไปร่วมงานการเมืองกับพรรคอื่น !