เสือตัวที่ 6
ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ยังคงคุกรุ่นสลับลุกโชนอย่างต่อเนื่องตลอดห้วง 22 ปีที่ผ่านมาก็ด้วยมีกลุ่มคนที่รวมตัวกันทางด้านแนวคิดและอุดมการณ์ร่วมกันขับเคลื่อนการต่อสู้กับรัฐเพื่อแย่งชิงอำนาจการปกครองให้เป็นของกลุ่มตนเองอย่างเป็นระบบที่เข้มแข็ง โดยยุทธศาสตร์หลักก็คือการหล่อหลอมผู้คนในพื้นที่ที่มุ่งเป้าไปที่เด็กและเยาวชนผ่านการศึกษาในระบบและการศึกษานอกระบบรวมทั้งที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาให้มีแนวความคิดและอุดมการณ์ไปในแนวทางการเห็นร่วมในการแยกตัวเป็นอิสระจากการอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐ โดยอาศัยเงื่อนไขอันเปราะบางซึ่งง่ายต่อการเห็นพ้องไปกับการต่อสู้เพื่อเอกราชรัฐปาตานีที่แกนนำคนกลุ่มนี้มุ่งประสงค์ และเงื่อนไขเหล่านั้นจะวนเวียนไปกับประเด็นการเรียกร้องสิทธิมนุษยชน เสรีภาพในการเลือกวิถีชีวิตของตนเอง อิสรภาพในการเลือกรูปแบบการปกครองที่กลุ่มตนต้องการ ประเด็นการกล่าวอ้างความไม่เป็นธรรม การเลือกปฏิบัติของรัฐที่มีต่อคนในพื้นที่อันไม่เท่าเทียมกับคนในพื้นที่อื่นผ่านกระบวนการยุติธรรมอันบิดเบี้ยว การกล่าวร้ายถึงการกดขี่ ข่มเหงและกีดกันการปฏิบัติตามศาสนกิจของชาวมุสลิมปาตานี การสร้างประเด็นให้เชื่อว่าคนในพื้นที่โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนกำลังถูกกลืนกินทางความคิด ประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ด้วยกลไกการศึกษาของรัฐที่ยัดเยียด บังคับให้เด็กรับความคิดที่พวกเขาไม่ต้องการ
เหล่านั้นล้วนเป็นประเด็นอันอ่อนไหวที่แกนนำขบวนการร้ายชายแดนใต้สร้างขึ้นโดยหยิบยกจากประเด็นที่อ่อนไหว แล้วนำไปร้อยเรียงและสร้างเป็นประเด็นใหญ่ที่ใช้เป็นเงื่อนไขปลุกระดมบ่มเพาะให้คนในพื้นที่หลงเชื่อและคล้อยตามได้ง่าย นับเป็นยุทธศาสตร์การต่อสู้ทางความคิดที่สร้างแนวร่วมมวลชนซึ่งเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้กับรัฐได้อย่างยาวนาน การสร้างและขยายผลเงื่อนไขอันเปราะบางเหล่านั้น เป็นพื้นฐานของการแยกเขาแยกเรา แยกมลายูมุสลิมปาตานีออกจากไทยพุทธรวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ มีพื้นฐานจากการสร้างความแตกต่างกับคนไทยทั่วไปทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งกายที่แตกต่างกับคนไทยทั่วไป แต่เป็นอัตลักษณ์ที่เป็นแบบเดียวกันเฉพาะกลุ่มตน การดำเนินชีวิตประจำวันแตกต่างกับคนไทยทั่วไป แต่เป็นอัตลักษณ์ที่เป็นแบบเดียวกันเฉพาะกลุ่มตน ภาษาพูดและภาษาเขียนแตกต่างกับคนไทยทั่วไป การปฏิบัติตามหลักจารีตประเพณีที่สืบทอดกันมาเป็นแบบเฉพาะตัวที่มีความโดดเด่นแตกต่างจากคนทั่วไป รวมทั้งการใช้ประเด็นอ่อนไหวผ่านการใช้ความเชื่อตามหลักศาสนาที่เป็นอัตลักษณ์เฉพาะกลุ่มมลายูมุสลิม (Malay Muslim) ที่สะท้อนออกมาเป็นการแสดงออกของกลุ่มชาติพันธุ์มลายูที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก มีภาษา วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของกลุ่มตนร่วมกัน โดยเฉพาะในชายแดนภาคใต้ของไทยซึ่งมีอัตลักษณ์เด่นชัดเฉพาะตัวจากการผสมผสานจารีตดั้งเดิมเข้ากับหลักศาสนาอิสลามอย่างเคร่งครัด อันเป็นประเด็นอ่อนไหวที่เปราะบางและพร้อมที่จะถูกจุดประกายขยายผลให้เป็นไฟแห่งความขัดแย้งลุกลามได้โดยง่าย
การต่อสู้ทางความคิดเป็นยุทธศาสตร์หลักในสงครามบนสมรภูมิปลายด้ามขวานครั้งนี้ เป็นประเด็นที่มีร่องรอยความเป็นจริงเล็กๆ อยู่บ้าง หากแต่ถูกนำมาร้อยเรียงสร้างเป็นเรื่องราวและนำไปขยายผลให้เกิดความเห็นต่างของคนในพื้นที่กับคนของรัฐ และมันได้ถูกขยายผลต่อยอดฝังแน่นถึง DNA ของเด็กและเยาวชนรวมทั้งคนรุ่นแล้วรุ่นเล่าที่เติบโตมาบนแผ่นดินปาตานีให้ความแตกต่างทางความคิดกลายเป็นความเคียดแค้น เกลียดชัง เจ็บใจ อาฆาตมาดร้ายรัฐไทย และพร้อมที่จะร่วมต่อสู้เพื่อเป้าหมายเอกราชปาตานีที่พวกเขาวาดหวัง โดยใช้กลยุทธ์การต่อสู้ด้วยอาวุธและการก่อการร้ายทุกรูปแบบควบคู่ไปด้วยเพื่อเร่งเร้าการต่อสู้สู่เป้าหมายให้เร็วขึ้น ซึ่งประเด็นความเป็นอัตลักษณ์ของตนเอง การละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวาง และการขัดแย้งกันด้วยอาวุธอย่างรุนแรง (การต่อสู้ด้วยอาวุธอย่างรุนแรงระหว่างคนในพื้นที่กับรัฐผู้ปกครอง) ล้วนเป็นเงื่อนไขสำคัญในการลงประชามติของคนในพื้นที่ ที่กำลังปูทางเดินหน้าตามแนวทางสิทธิการเลือกอนาคตชะตาชีวิตของตนเอง (LSD : Right to Self-determination) ซึ่งเป็นหลักการสิทธิมนุษยชนสากลตามกฎหมายระหว่างประเทศที่รับรองให้กลุ่มชนหรือประชาชนพื้นถิ่นมีเสรีภาพในการตัดสินใจเกี่ยวกับสถานะทางการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของตนเองโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก
ขบวนการในพื้นที่ปลายด้ามขวาน มีเป้าหมายสำคัญคือการมีอิสรภาพในการปกครองกันเองของคนในพื้นที่แห่งนี้ โดยใช้ยุทธศาสตร์การต่อสู้เพื่อเอาชนะทางความคิด สร้างอุดมการณ์ด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้อันแรงกล้า ผ่านการปลุกระดมบ่มเพาะความเห็นต่างสู่ความเกลียดชังต่อรัฐไทย บนประเด็นอ่อนไหวทางประวัติศาสตร์และชาติพันธุ์ การกล่าวอ้างการละเมิดสิทธิมนุษยชน การกดขี่ข่มเหงลิดรอนเสรีภาพและอิสรภาพ การกีดกันภาษาพูดและภาษาเขียนในรูปแบบมลายูปาตานีที่หวังจะเป็นภาษาราชการในพื้นที่ การกล่าวหาว่ารัฐแทรกแซงการแสดงออกทางประเพณีและวัฒนธรรมชาวมลายูมุสลิม รวมทั้งการสร้างความแตกต่างที่มองเห็นจับต้องได้ง่าย มาใช้ในการแยกเขาแยกเรา แยกมลายูมุสลิมปาตานีออกจากรัฐ ประเด็นอ่อนไหวเหล่านี้ รัฐต้องพึงตระหนักและระมัดระวังทั้งการสื่อสารและการปฏิบัติให้จงหนัก โดยเฉพาะบุคลากรระดับสูงของรัฐที่ต้องเข้าใจว่าทุกย่างก้าวของการมีปฏิสัมพันธ์กับคนในพื้นที่และสังคม ล้วนถูกจับจ้องจากผู้คนในสังคม โดยเฉพาะคนในขบวนการแย่งชิงอำนาจรัฐที่พร้อมจะขยายผลช่องว่างในท่วงทีของรัฐที่เกิดขึ้น อันเกิดจากการกระทำจากคนของรัฐเหล่านั้นอาจเข้าทางเงื่อนไขอันเปราะบางที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ และพร้อมที่จะถูกจุดประกายขยายผลให้เป็นไฟแห่งความขัดแย้งลุกลามได้โดยง่าย ไฟใต้ที่เพียงคุกรุ่นจะลุกลามเป็นไฟขนาดใหญ่ที่เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า ระยะห่างระหว่างรัฐกับคนในพื้นที่ก็จะมีมากขึ้น และนั่นจะทำให้ความยากในการดับไฟใต้ ก็จะยิ่งยากขึ้นเป็นทวีคูณ
*ภาพประกอบสร้างโดยAI








