เสือตัวที่ 6
28 ก.พ.69 กำลังถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์โลก เมื่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ปฏิบัติการร่วมทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาต่ออิหร่านซึ่งเป็นรัฐที่เข้มแข็งทางทหารที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยกล่าวอ้างว่าเพื่อทำลายศักยภาพในการผลิตและครอบครองอาวุธนิวเคลียร์อันเป็นอาวุธทำลายล้างสูงที่ทรงพลังที่สุดในยุคศตวรรษนี้ และสหรัฐฯ กล่าวอ้างว่าอิหร่านเป็นรัฐที่สนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายเหล่านี้ ล้วนเป็นภัยคุกคามต่อชีวิตของคนอเมริกันและชาติพันธมิตร สหรัฐฯ จึงต้องกำจัดภัยคุกคามที่กำลังจะเกิดขึ้น และหากปล่อยให้อิหร่านพัฒนาไปถึงการมีขีดความสามารถในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ได้ ก็จะเป็นมหันตภัยใหญ่หลวงต่อสหรัฐฯ และชาติพันธมิตร นั่นเองจึงทำให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงกับประกาศว่า การปฏิบัติการทำลายศักยภาพในการผลิตอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่านครั้งนี้ เป็นภารกิจสำคัญยิ่งในการปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมากที่จะถูกสังหารจากความกล้าแข็งของอิหร่านหากมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง และหากปล่อยให้อิหร่านมีศักยภาพในการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์จะทำให้อิหร่านมีความอหังการมากขึ้นจนมีผลกระทบต่อผู้บริสุทธิ์จำนวนมากทั่วโลก
การปฏิบัติการโจมตีอิหร่านครั้งนี้ สหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศด้วยขีปนาวุธและอากาศยานเทคโนโลยีสูงต่อเป้าหมายสำคัญทางทหารก่อนเป็นลำดับแรก ไม่ว่าจะเป็นศูนย์บัญชาการทางทหาร ฐานยิงขีปนาวุธ และระบบป้องกันภัยทางอากาศ อิสลาเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศด้วยอากาศยานจำนวนมากที่สุดเท่าที่เคยปฏิบัติการมาเป็นจำนวนหลายร้อยลำ ที่อิสราเอลเรียกว่าการชิงโจมตีก่อน (Pre-Emptive Attack) ต่ออิหร่าน เพียงวันแรกของการโจมตีส่งผลให้ผู้นำอิหร่าน อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตพร้อมผู้นำระดับสูงของรัฐและกองทัพอิสลาเอลในขณะที่มีการประชุมลับเพื่อเตรียมรับมือกับการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสลาเอลที่จะเริ่มขึ้น หลังจากนั้นการตอบโต้ของอิหร่านก็เกิดขึ้นและขยายพื้นที่สงครามออกไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง ถล่มฐานทัพสหรัฐฯ ทั้งบก เรือ อากาศ ใน 4 ประเทศ ประกอบไปด้วย กาตาร์ คูเวต ยูเออี และฐานทัพกองเรือที่ 5 ของสหรัฐฯ (US Fifth Fleet base) ในบาห์เรน และกำลังขยายพื้นที่สงครามไปสู่พื้นที่อื่นๆ อันรวมถึงพื้นที่ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ และแหล่งขุดเจาะน้ำมันในภูมิภาค
ล่าสุด อิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีนครดูไบ หนึ่งในเจ็ดรัฐของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ตลอดจนโจมตีด้วยขีปนาวุธจากอิหร่านและโดรนติดอาวุธและโดรนพลีชีพจำนวนมากเพื่อสร้างความเสียหายไปยังหลายประเทศในภูมิภาคอ่าวอาหรับ ทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ได้บานปลาย ลุกลามเป็นสงครามระดับภูมิภาคแล้ว ในขณะที่พันธมิตรของสหรัฐฯ อาทิ สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และเยอรมัน ต่างประกาศร่วมในการสนับสนุนปฏิบัติการของสหรัฐฯ และอิสลาเอล รวมทั้งเรียกร้องให้อิหร่านล้มเลิกโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์โดยทันที ในขณะเดียวกัน พันธมิตรของอิหร่าน อาทิ รัสเซีย จีน เลบานอน และเยเมน ต่างแสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระทำของสหรัฐฯ และอิสลาเอล
การโจมตีทางทหารของสหรัฐฯ ครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากความล้มเหลวในการเจรจาเพื่อหาทางออกโดยสันติวิธี ข้อกล่าวหาของสหรัฐฯ เรื่องนิวเคลียร์ ถูกอิหร่านปฏิเสธ และตอบโต้ข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ว่า อิหร่านมีสิทธิพัฒนาโครงการนิวเคลียร์อย่างสันติ และอ้างว่าไม่ได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อย่างที่ทรัมป์กล่าวหา การเจรจาสันติภาพเพื่อพูดคุยหารือเกี่ยวกับข้อพิพาทที่มีมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมทั้งข้ออ้างว่าอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่มีพิสัยโจมตีถึงสหรัฐฯ มีขึ้นท่ามกลางความกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ หลังผู้นำสหรัฐฯ ส่งสัญญาณเตือนและข่มขู่ซ้ำๆ กรณีที่ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ ด้วยการเดินหน้าเสริมกำลังทหารในน่านน้ำใกล้อิหร่านมาอย่างต่อเนื่อง และล่าสุด 26 ก.พ.2569 การเจรจาข้อตกลงนิวเคลียร์รอบที่ 3 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ และคาดว่าทรัมป์ไม่พอใจที่อิหร่าน ไม่ยอมรับเงื่อนไขเพื่อให้บรรลุข้อตกลงสันติภาพ โดยทางอิหร่านได้ปฏิเสธที่จะหารือเรื่องการจำกัดโครงการขีปนาวุธนำวิถี และปฏิเสธที่จะยุติการสนับสนุนกองกำลังที่กระจายอยู่ทั่วตะวันออกกลาง รวมถึงกลุ่มฮามาสในกาซา กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน กลุ่มติดอาวุธในอิรัก และกลุ่มฮูตีในเยเมน ปฏิบัติการทางทหารอันลือลั่น จึงเปิดฉากขึ้นอย่างไม่คาดคิด เป็นปฏิบัติการจู่โจมหลังเจรจาสันติภาพ รอบที่ 3 จบลงเพียง 2 วัน ตามมาด้วยการตอบโต้ของอิหร่านด้วยอาวุธนานาชนิดรวมทั้งโดรนพลีชีพที่สหรัฐฯ ป้องกันได้ยาก ทำให้เกิดความเสียหายขยายวงสงครามไปในวงกว้าง
ด้วยการเจรจาสันติภาพมีอุปสรรค เงื่อนไขมากมายจนยากที่จะสำเร็จ ความพยายามในการพูดคุยเพื่อแสวงหาทางออกอย่างสันติวิธีที่เดินต่อไม่ได้ การปฏิบัติการทางทหารด้วยความเด็ดขาด รุนแรงของชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกาจึงเกิดขึ้น เป็นการกระทำที่อ้างภารกิจอันยิ่งใหญ่เพื่อปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์อีกมากมายที่อาจต้องถูกสังเวยจากความอำมหิตของอิหร่าน หากครอบครองอาวุธทำลายล้างสูงอย่างนิวเคลียร์ ตลอดจนกำลังครอบครองขีปนาวุธพิสัยไกลที่มีระยะยิงถึงสหรัฐฯ อันเป็นมหันตภัยร้ายแรงต่อชีวิตผู้บริสุทธิ์ชาวอเมริกันและชาวโลก ซึ่งการกำจัดผู้นำอิหร่านและทำลายศักยภาพอิหร่านให้สิ้นสภาพการทำสงคราม เป็นความชอบธรรมที่ต้องปฏิบัติทางการทหารอย่างเด็ดขาด เพื่อปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์จำนวนมากไว้ นับเป็นตัวแบบที่รัฐไทยต้องศึกษาเพื่อแสวงหาแนวทางปกป้องชีวิตผู้บริสุทธิ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ให้ได้อย่างแท้จริง








