ทวี สุรฤทธิกุล
“จริยะรัฐ – อริยะชน” แปลตามตัวว่า “บ้านเมืองดีงาม - ผู้คนเจริญรุ่งเรือง” คือเรื่องของปรัชญาทางการปกครอง ที่เราจะมาคุยกันในวันนี้
ประเทศอินเดียกว่า 3,000 ปีมาแล้วยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน จนเมื่อชาวยุโรปพวกหนึ่ง ผิวขาวตัวโต เดินทางข้ามภูเขาในอาฟกานิสถานมาที่อินเดียภาคเหนือ ชาวยุโรปพวกนี้มีอาชีพเลี้ยงสัตว์และกินนมเนย และได้สร้างวัฒนธรรมใหม่ขึ้นเรียกว่า “วรรณะ” พร้อมกับทำสงครามขับไล่พวกคนอินเดียพื้นเมืองที่ตัวดำ ๆ เตี้ย ๆ ร่นลงไปทางใต้ เหตุการณ์นี้ได้ถูกบันทึกไว้ในวรรณคดีอันยิ่งใหญ่ 2 เรื่อง คือ มหาภารตะ กับ รามายณะ อันเป็นจุดเริ่มของอารยธรรมอินเดียในยุคโบราณ
ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช “ปราชญ์รัตนโกสินทร์” ได้บรรยายเรื่องอารยธรรมอินเดียข้างต้นนี้ไว้ในหนังสือของท่านชื่อ “ธรรมแห่งอริยะ” เพื่อสอนนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในช่วง พ.ศ. 2507 - 2515 เนื้อหาเริ่มจากยุคที่อินเดียยังเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน จนได้พัฒนาขึ้นเป็นแหล่งอารยธรรมใหญ่ของโลก โดยเป็นแหล่งกำเนิดของศาสนาสำคัญของโลก 2 ศาสนา คือ ศาสนาฮินดูกับศาสนาพุทธ ซึ่งหนังสือธรรมแห่งอริยะได้เน้นการเกิดขึ้นของศาสนาพุทธ ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ได้อ้างถึงกวีและปราชญ์อังกฤษท่านหนึ่ง ชื่อ Sir Edwin Arnold ที่ได้แต่งหนังสือยกย่องศาสนาพุทธว่า คือ The Light of Asia หรือ “แสงสว่างแห่งทวีปเอเชีย”
ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่าแท้จริงแล้วคนอินเดียทางภาคเหนือในสมัยพระพุทธเจ้านั้นสืบเชื้อสายมาจากฝรั่งแทบทั้งสิ้น แม้แต่เชื้อสายและตัวพระพุทธเจ้าเองก็เป็นฝรั่งพวกนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งพระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ค้นพบแค่อริยสัจสี่และธรรมะต่าง ๆ ในศาสนาพุทธเท่านั้น แต่ยังได้ก่อให้เกิดวัฒนธรรมของชีวิตความเป็นอยู่ในรูปแบบใหม่ คือ “ชีวิตที่ดีงาม ชีวิตของผู้เจริญ” ก็ดังที่ทราบแล้วว่าคนพื้นเมืองอินเดียในยุคโบราณนั้นป่าเถื่อน ศาสนาพุทธที่ได้รับการยอมรับนับถือจากคนอินเดียนั้น ส่วนหนึ่งก็เป็นด้วยศาสนาพุทธได้สอน “จริยะ” คือความดีความงามแบบ “ผู้เจริญ” ไว้อย่างมากมาย ทั้งนี้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่าให้ดูในเรื่อง “ศีล – ข้อห้าม” กับ “ธรรม - ข้อปฏิบัติ” ของบุคคลในสถานะต่าง ๆ ตั้งแต่ฆราวาสทั่วไปจนถึงพระสงฆ์ ที่ให้มีบุคลิกภาพหรือการวางตนที่ดีงาม เริ่มจากความสะอาดเรียบร้อย การไม่เบียดเบียนใคร ไปจนถึงการทำจิตใจให้สงบ และการฝึกตนให้บรรลุทุกสิ่งด้วยการปฏิบัติ ไม่พึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรืออิทธิฤทธิ์เพ้อฝัน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นแนวทางของผู้เจริญ ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์รวมเรียกว่า “ธรรมแห่งอริยะ” ดังกล่าว
ศาสนาจึงเป็นสิ่งอบรมกล่อมเกลามนุษย์มาตั้งแต่ยุคแรก ๆ หลักคำสอนของศาสนาในทุกศาสนานั้นนักวิชาการเรียกว่า “จริยธรรม” โดยเน้นข้อแนะนำหรือสอนให้ปฏิบัติ ในขณะที่ผู้ปกครองก็สร้างกฎหมายต่าง ๆ ขึ้นมา “ควบคุม” พฤติกรรมของมนุษย์ ที่แตกต่างไปจากศาสนาเพราะมีการบังคับ ซึ่งถ้าไม่ปฏิบัติตามก็ต้องได้รับโทษ ทั้งนี้ในบางรัฐก็มีศาสนาเป็นหลักกฎหมายใหญ่ แล้วมีกฎหมายที่ออกโดยผู้ปกครองนั้น ซึ่งก็ยังต้องออกตามศาสนาเป็นกฎหมายระดับรอง ๆ เช่น รัฐในศาสนาอิสลามหลาย ๆ ประเทศ ส่วนรัฐสมัยใหม่ส่วนใหญ่จะมี “รัฐธรรมนูญ” เป็นกฎหมายหลักของประเทศ แล้วก็ออกกฎหมายอื่น ๆ ตามมาโดยอาศัยแนวทางที่วางไว้ในรัฐธรรมนูญนั้น รัฐที่มีการปกครองด้วยกฎหมายนี้ทางวิชาการเรียกว่า “นิติรัฐ”
เวลานี้มีข่าวใหญ่ในประเทศไทยอยู่ 2 เรื่อง ที่มีคนจับเอามาเชื่อมโยงกัน เริ่มจากที่มีรถไฟบรรทุกคอนเทนเนอร์ชนเอารถเมล์ที่แยกอโศกเพชรบุรี มีคนตาย 8 คน และบาดเจ็บ 32 คน ต่อมาก็มีการเผยแพร่ข่าวการรับฟังความคิดเห็นของภาคเอกชน 3 องค์กรเกี่ยวกับหน่วยงานราชการที่มีการคอร์รัปชัน ว่าหน่วยงานไหนมีการทุจริตกันมาก มีการเรียกรับเงินเป็นจำนวนเท่าไหร่ มากน้อยเป็นลำดับ แล้วก็มีผู้บริหารหน่วยงานรวมถึงรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีออกมาตอบโต้ กลายเป็นประเด็นที่ผู้คนสนใจ ว่าทำไมสังคมไทยถึงได้ “แย่” ขนาดนี้ ทำไมอุบัติเหตุ “ชุ่ย ๆ” จึงเกิดอยู่เป็นประจำ และทำไมสังคมไทยจึงมีคน “ชั่ว ๆ” มากเหลือเกิน
ผู้เขียนมีห้องไลน์กลุ่มหนึ่ง เป็นกลุ่มของผู้ชอบคุยเรื่องการบ้านการเมือง (ก่อนนั้นก็มีกลุ่มเพื่อนแบบเฮฮาและส่งกู๊ดไนท์กู๊ดมอร์นิ่งเป็นหลัก แต่มีบางคนอยากคุยเรื่องหนัก ๆ ก็เลยแยกกลุ่มออกมาคุยกันตรง ๆ จะได้ไม่ทำให้คนอื่นรำคาญ หรือทะเลาะกันจนโดนเด้งออกจากห้องบ้าง หรือขอเอาตัวเองออกจากห้องบ้าง ซึ่งเจออยู่ในทุก ๆ กลุ่มไลน์) เขาคุยกันว่าปัญหา “ความชุ่ย - ความชั่ว” นี้จะแก้ไขได้อย่างไรหรือไม่ ผู้เขียนเองก็ไม่ได้เป็นนักวิชาการอะไรใหญ่โต เพียงแต่มีความคิดจากทั้งวิชาการที่เรียนมา กับประสบการณ์การทำงานในหน้าที่ต่าง ๆ ที่ทำมากกว่า 50 ปี ก็เลยอยากจะลองแลกเปลี่ยนแนวคิดที่คิดว่าน่าจะมีประโยชน์นี้สักเล็กน้อย
ผู้เขียนมองว่าสังคมจะเปลี่ยนแปลงได้ดีที่สุดก็คือ ต้องเปลี่ยนแปลงด้วยกระบวนการที่เรียกว่า “การขัดเกลาทางสังคม” ที่ในตำราฝรั่งเรียกว่า “Socialization” พอเห็นคำว่า “ขัดเกลา” ก็น่าจะพอเห็นภาพว่า วิธีการนี้ไม่ได้กระทำด้วยความรุนแรง แต่ค่อย ๆ ทำ เช่น ทำทีละเล็กละน้อย แบบค่อยเป็นค่อยไป
แนวคิดนี้เกิดจากนักสังคมวิทยาที่เชื่อว่า คนเราสามารถสร้างบุคลิกภาพหรือ “เปลี่ยนแปลง - พัฒนา” นิสัยใจคอ ความเชื่อความคิด และชีวิตความเป็นอยู่ได้ ด้วย “สังคมแวดล้อม” เริ่มจากครอบครัว กลุ่มเพื่อน กลุ่มที่ทำงาน ไปจนถึงกลุ่มสังคมอื่น ๆ ที่อยู่ล้อมรอบ คือชุมชนไปจนถึงประเทศ โดยในประเทศนั้นยังรวมถึงระบบต่าง ๆ ทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ และระบบกฎหมาย ที่ล้วนมีอิทธิพลในการปรับเปลี่ยนตัวผู้คนได้ทั้งสิ้น เพียงแต่อาจจะมีระดับในการ “ขัดเกลา” ที่แตกต่างกัน
ในการขัดเกลาในระดับครอบครัว กลุ่มเพื่อน และกลุ่มที่ทำงาน ทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันและพอจะมองเห็นได้แล้ว เป็นต้นว่า การเลี้ยงดูของครอบครัว เพื่อน ๆ รอบตัว และเจ้านายลูกน้องในที่ทำงาน ซึ่งก็สอนหรือทำให้เราต้องปรับตัวไปตามกลุ่มต่าง ๆ นั้น แต่ในระดับประเทศเราอาจจะมองไม่ชัด และโดยที่ผู้เขียนเป็นนักรัฐศาสตร์ก็ขอเสนอแนวคิดนี้ในมุมมองของนักรัฐศาสตร์ ซึ่งก็มีเรื่องที่จะต้องอธิบายอีกพอสมควร จึงจะขอยกไปให้รายละเอียดในสัปดาห์หน้า
ผู้เขียนเรียกแนวคิดนี้ว่า “จริยะรัฐ – อริยะชน” ที่ต้องสร้างขึ้นโดยรัฐหรือผู้ปกครองที่ฉลาดและมี “จริยะ” คือ ต้องเป็น “คนดี” นั้นเป็นสำคัญ ด้วยกลไกต่าง ๆ ของรัฐ ทั้งกฎหมายต่าง ๆ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมาจนถึงกฎระเบียบต่าง ๆ ขององค์กรรัฐและในชุมชนต่าง ๆ ซึ่งก็ต้องเป็นกฎหมายและกฎระเบียบที่ดี เพื่อที่จะนำไปสู่สังคมที่ดีงาม คือ “จริยะรัฐ” กับผู้คนที่เจริญรุ่งเรือง คือ “อริยะชน” นั้น
อาจจะ “หนักสมอง” สักนิด แต่ก็จะทำให้สังคมไทยนี้ “เบาสบาย” ขึ้นได้ มาช่วยกันนะครับ








