ทวี สุรฤทธิกุล
โลกยุคใหม่มีสปอตไลท์หลายดวง คือการเกิดขึ้นของสื่อสมัยใหม่ ที่ขุดคุ้ยเปิดโปงได้ทุกลีลาความชั่ว
ใน พ.ศ. 2549 ผู้เขียนได้ไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และได้เป็นเลขานุการในคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณและตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาล งานที่หนักที่สุดก็คือการรับเรื่องร้องเรียนว่าหน่วยงานของรัฐมีการคอร์รัปชันกันอย่างมโหฬาร เรื่องแรกที่ทำและเป็นข่าวฮือฮามาก ๆ ก็คือ กรณี “ส้วมทองคำ” ที่สื่อมวลชนเปิดเผยขึ้นก่อนว่ามีการใช้งบประมาณไปสร้างส้วมราคาแพงเป็นสิบ ๆ ล้าน บนเกาะช้าง จังหวัดตราด คณะกรรมาธิการฯ พร้อมสื่อมวลชนจึงได้ลงไปตรวจสอบ แล้วก็ตั้งคณะอนุกรรมาธิการสอบสวน ที่สุดให้ระงับและฟ้องร้องเอาผิดกับผู้กระทำผิด ทราบว่าจากนั้นราคา “ส้วมหลวง” ก็สมเหตุสมผลไปทั่วประเทศ แต่ที่สำคัญควรให้คนในท้องถิ่นเขาเป็นผู้พิจารณา ไม่ใช่ทางส่วนกลางไป “โยนส้วม” ลงไปในท้องถิ่น โดยไม่เกรงอกเกรงใจคนในพื้นที่อย่างที่เคย ๆ ทำมา
กรณีการทุจริตที่ผู้เขียน “ช้ำใจ” มาก ๆ เพราะทำอะไรคนผิดไม่ได้ ก็คือกรณีทุจริตการจัดพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับรับฟังความคิดเห็น พ.ศ. 2550 จำนวน 19 ล้านฉบับ นี่ก็มีต้นเรื่องมาจากหน้าหนังสือพิมพ์เช่นกัน โดยคณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ ได้มอบหมายให้ผู้เขียนเป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการในการตรวจสอบ (ทราบว่าที่ผู้เขียนได้รับการเสนอชื่อให้ดูแลเรื่องนี้ ก็เพราะเคยปรากฏเป็นข่าวเมื่อ พ.ศ. 2542 ที่คณะบุคลากรมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ที่มีผู้เขียนเป็นแกนนำคนหนึ่ง ได้เดินขบวนขับไล่อธิการบดีในกรณีที่มีการคอร์รัปชันในมหาวิทยาลัย โดยขุดคุ้ยข้อมูลการทุจริตจากหลาย ๆ หน่วยงานของรัฐ จนอธิการบดีต้องลาออก และมีผู้เกี่ยวข้องหลายคนได้รับโทษ) ตอนนั้นเป็นช่วงอายุตอนท้าย ๆ ของสภานิติบัญญัติชุดนั้น ผลการสอบสวนพบว่ามีการทุจริตกันเป็นขบวนการ เริ่มจากมีพวกโรงงานกระดาษและโรงพิมพ์ที่หากินกับการพิมพ์สิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ให้กับหน่วยงานของรัฐ “ฮั้ว” กัน เสนอราคาให้สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ที่ดูแลสภาร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 โดยมีรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญคนหนึ่งดูแล พอจัดซื้อจัดจ้างจนพิมพ์เสร็จ ก็ปรากฏเป็นข่าวว่ามี “เงินทอน” ตกหล่นในหมู่คนที่เกี่ยวข้องจำนวนหนึ่ง เป็นส่วนต่างจากการจัดพิมพ์เล่มละ 1-2 บาท รวมเป็นจำนวนเงินที่เข้าพกเข้าห่อของคนบางคนกว่า 20 ล้านบาท (หลักฐานที่มัดแน่นหนาคือคำให้การของผู้บริหารของรัฐสภาที่ให้การทั้งน้ำตาว่า มีขั้นตอนการทุจริตอย่างไร แต่ไม่สามารถจะระบุชื่อคนรับเงินในขั้นตอนต่าง ๆ ได้ เพียงแต่กางชื่อคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้างให้เห็น และบอก “เบาะแส” พอให้รู้ได้) พอสอบสวนเสร็จก็จัดทำเป็นรายงานเสนอต่อที่ประชุมของสภานิติบัญญัติ โดยสมาชิกทั้งหมดรับทราบ ขั้นตอนต่อไปคือประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติต้องเสนอให้รัฐบาลดำเนินการ ซึ่งพอส่งไปที่ทำเนียบก็พอดีที่มีการเลือกตั้งใหม่ ได้รัฐบาลใหม่ แล้วเรื่องก็เงียบหายไป “ตามปกติ”
คณะกรรมาธิการติดตามงบประมาณฯ ชุดนั้นได้วางระบบการติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลที่น่าสนใจไว้เรื่องหนึ่งก็คือ การจัดส่งข้อมูลแบบเรียลไทม์จากสำนักงบประมาณมายังรัฐสภา ผ่านเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ที่สมัยนั้นยังเป็นแค่ “Intranet” คือยังไม่เปิดข้อมูลไปสู่สาธารณะ มีการใช้จำกัดเฉพาะข้อมูลในแต่ละหน่วยงาน อย่างงบประมาณของรัฐบาลนี้ก็มีการเปิดให้กับหน่วยงานต่าง ๆ ในกระทรวงการคลังนั้นก่อน แต่พอสภานิติบัญญัติแห่งชาติใน พ.ศ. 2549 – 2550 ได้ขอเชื่อมข้อมูลมาใช้ ก็ทำให้การพิจารณางบประมาณและติดตามการใช้จ่ายของรัฐบาล ซึ่งเป็นหน้าที่ที่สำคัญอย่างหนึ่งของรัฐสภา สามารถทำได้อย่างคล่องตัวและมีข้อมูลที่ทันสมัย (ปัจจุบันนี้ทราบว่าได้มีการเชื่อมโยงข้อมูลการใช้จ่ายในทุกหน่วยงานของรัฐให้รัฐสภาได้ทราบอยู่ตลอดเวลา ทำให้มีการเร่งรัดการใช้จ่ายของรัฐบาลให้คล่องตัวและรวดเร็วมากขึ้น รวมถึงการตรวจสอบที่ทำได้สะดวกและมีประสิทธิภาพ อย่างที่ได้เห็นการเปิดเผยข้อมูลโดยสมาชิกรัฐสภา ทั้งในกรณีที่เริ่มมีกลิ่นทะแม่ง ๆ ว่าจะมีการทุจริต จนถึงที่ทำให้ได้พบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น ณ หน่วยงานใด ในเรื่องใดบ้างแล้ว ทั้งนี้เรื่องการตรวจสอบและติดตามการใช้จ่ายโดยกระบวนการรัฐสภานี้ ต้องถือว่าเป็น “Global Agenda” หรือ “วาระของโลก” ที่ธนาคารโลกได้ถือเป็นข้อกำหนดที่สำคัญมาตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ธนาคารโลกนี้ได้ถูกจัดตั้งขึ้น ให้ทุกประเทศต้องมีการจัดทำระบบการติดตามการใช้จ่ายของรัฐบาลโดยรัฐสภานี้ให้เต็มรูปแบบโดยเร็ว ซึ่งของประเทศไทยก็มาทำได้สำเร็จใน พ.ศ. 2550 นั่นเอง ทั้งนี้ในปีนั้น ผู้เขียนในฐานะกรรมาธิการในคณะกรรมาธิการพิจารณางบประมาณรายจ่ายรัฐบาล สำหรับ พ.ศ. 2551 ได้เดินทางไปกับคณะของกรรมาธิการการเงินการคลัง ไปประชุมประจำปีของธนาคารโลก ซึ่งปีนั้นจัดขึ้นที่เมืองวิกตอเรีย ประเทศแคนาดา ประเทศไทยก็ได้ไปรายงานว่ากำลังจะวางระบบได้เสร็จสิ้นในปีนั้น พอกลับมารัฐบาลก็ได้ดำเนินการเร่งจัดทำระบบส่งข้อมูลการเงินการคลังของประเทศ จากกระทรวงการคลังมายังรัฐสภาในทันที ซึ่งได้ช่วยทำให้การตรวจสอบการใช้จ่ายของรัฐบาลโปร่งใสและมีประสิทธิภาพดีขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมา)
เขียนเล่าเรื่องอดีตมานี้ก็เพื่อบอกว่า การแก้ไขปัญหาหลาย ๆ เรื่องของประเทศไทย อย่างเช่นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน บางทีคนในประเทศก็ไม่ค่อยเอาใจใส่และไม่สนใจ โดยเฉพาะรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผู้จ้องจะ “หากิน” กับเงินหลวงอยู่ตลอดเวลานี้ ก็ไม่อยากให้มีใครมาล่วงรู้หรือจับผิดการโกงกินเงินหลวงนั้นได้ ดังนั้นจึงต้องใช้ “แสงจากภายนอก” อย่างเช่น สื่อมวลชน ที่อาจจะช่วยเปิดโปงและขุดคุ้ย “กระชาก” ให้เห็นความชั่วความเลวต่าง ๆ ได้ดีกว่าคนภายในหน่วยงานของรัฐนั้น รวมถึงคนหรือองค์กรธุรกิจที่ร่วมกระทำทุจริต หรือส่งเสริม รวมถึงจงใจ (คือชอบหยิบยื่นเงินทองซื้อความสะดวกและอภิสิทธิ์ต่าง ๆ) ที่จะกระทำทุจริตนั้น
ถ้าจะให้ดีก็ต้องไปยืม “สปอตไลท์ต่างประเทศ” คือหน่วยงานในระดับนานาชาติให้มาช่วยกระทุ้งด้วยก็จะดียิ่งขึ้น อย่างกรณีที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ได้จัดวางระบบการเชื่อมโยงข้อมูลการติดตามการใช้จ่ายเงินงบประมาณของรัฐบาลในยุคนั้น ที่เราก็ต้องไปฟ้องธนาคารโลกว่า เรามีปัญหาอะไร แล้วธนาคารโลกก็ช่วย “สะกิดแรง ๆ” ให้รัฐบาลไทยเร่งทำ
ทุกวันนี้สื่อสมัยใหม่จำพวกโซเชียลมีเดียต่าง ๆ ถือว่าเป็น “สปอตไลท์” ที่สำคัญ ที่ได้ออกมาช่วยกันกระชากพวกคนชั่วคนเลวที่กระทำการทุจริตในซอกมุมต่าง ๆ ออกมาให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ใช่จะต้องไปขอบคุณแก่ผู้คิดค้นหรือนำโซเชียลมีเดียเหล่านั้นมาใช้เท่านั้น แต่ต้องขอบคุณบรรดา “คนกล้า” ที่กล้าออกมานำเสนอข้อมูลของการทุจริต ที่สำคัญคือคนที่เปิดโปงทุจริตนั้นอีกด้วย ซึ่งคนเหล่านี้จะต้องมีความกล้าหาญและมั่นใจมาก ๆ
ไม่ควรเรียกว่าเขาว่า “คนหิวแสง” หรือ “สร้างข่าวหาพระแสง” แต่ต้องชื่นชมว่านี่คือ “พระแสงปลิดชีพ” ที่ส่องสว่างทางดี ๆ ไปสู่สังคมไทยในอนาคต








