ทวี สุรฤทธิกุล
การเมืองไทยมักจะมีศัพท์แสงใหม่ ๆ อยู่เสมอ หลายคำสะท้อนภาพการเมืองไทยได้อย่างชัดเจนและน่าสนใจ
ช่วง พ.ศ.2520 – 2533 เป็นช่วงที่ผู้เขียนได้ทำงานอยู่ใน “วงใน” ของการเมืองไทยอย่างเข้มข้น คือเริ่มต้นด้วยการทำงานเป็นผู้ช่วยเลขานุการของหัวหน้าพรรคกิจสังคม ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ตั้งแต่ตอนที่ผู้เขียนยังเป็นนิสิตอยู่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่ยังทำงานแบบพาร์ทไทม์ ครั้นพอเรียนจบก็ใน พ.ศ. 2523 จึงได้มาเป็นเลขานุการอย่างเต็มเวลา กระทั่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ลาออกจากหัวหน้าพรรคกิจสังคมในปลายปี 2528 ผู้เขียนก็ไปสอบเข้ารับราชการ ที่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ แล้วก็สอบโอนย้ายไปเป็นอาจารย์ที่สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ใน พ.ศ. 2530 แต่ก็ยังไปช่วยงานของพรรคกิจสังคมอยู่ด้วย โดยใน พ.ศ. 2531 ได้ถูกเรียกตัวไปช่วยราชการที่สำนักงานเลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงการต่างประเทศ จนพรรคกิจสังคมถูกปรับออกจากรัฐบาลใน พ.ศ. 2533 ก็กลับมาทำงานเป็นอาจารย์อย่างเต็มตัว แต่ก็ยังชอบที่จะไปร่วมกิจกรรมทางการเมืองภายนอกอยู่เป็นระยะ ๆ เหมือนกับว่าได้ทำงานทั้งภาคปฏิบัติควบคู่ไปกับงานด้านวิชาการ
เมื่อสมัยก่อนยังไม่มีศัพท์คำว่า “บ้านใหญ่” สื่อมวลชนในยุคนั้นใช้คำว่า “เจ้าพ่อ” หรือ “ผู้มีอิทธิพล” แบบตรงไปตรงมา อย่างที่ผู้เขียนได้ใกล้ชิดโดยตรงก็คือที่จังหวัดชลบุรี เพราะบางคนได้เข้ามาเป็น ส.ส.ของพรรคกิจสังคม อย่างเช่น “เฮียซุ๊ย” หรือนายดรงค์ สิงโตทอง ที่หลายคนเกรงกลัวกัน โดยนายดรงค์ชอบแวะมาเยี่ยมเยียนท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ที่บ้านในซอยสวนพลูบ่อย ๆ ทุกครั้งที่มาเยี่ยมก็จะมีของกินต่าง ๆ จำพวกของทะเลและผลไม้มาฝากท่านหัวหน้าพรรคอย่างมากมาย แบบที่เรียกว่า “เต็มคันรถ” ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนได้สัมผัสใกล้ชิดก็ไม่ได้มีความน่ากลัวอะไร แถมยัง “น่ารัก” หรือมีนิสัยดีมาก ๆ โดยเฉพาะความเอื้อเฟื้อต่อเด็ก ๆ อย่างผู้เขียน และความซื่อสัตย์ต่อหัวหน้าพรรคคือท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ นายดรงค์นี้เป็น ส.ส.ในสังกัดของเจ้าพ่อคนดัง คือนายสมชาย คุณปลื้ม หรือ “กำนันเป๊าะ” ซึ่งก็น่ารักมาก ๆ เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะความเคารพนับถือที่มีต่อผู้หลักผู้ใหญ่ในพรรคกิจสังคมหลายคน ทั้งตัวท่านอาจารย์คึกฤทธิ์และนายบุญชู โรจนเสถียร ที่เป็นผู้ดูแลฐานเสียงของพรรคกิจสังคมในเขตภาคตะวันออกนี้ และกำนันเป๊าะนี่เองที่เป็น “บ้านใหญ่” ของพรรคกิจสังคมในสมัยนั้น
ช่วงนั้น เวลาที่มีเลือกตั้งทั้งเลือกตั้งใหญ่และเลือกตั้งซ่อม พรรคกิจสังคมต้องไปจัดเวทีปราศรัยที่จังหวัดชลบุรีอย่างยิ่งใหญ่ทุกครั้ง รวมถึงขบวนหาเสียงที่เป็นไปอย่างมโหฬาร ทั้งนี้ก็ด้วย “บารมี” และการจัดการของกำนันเป๊าะกับทีมงาน แม้ว่ากำนันเป๊าะจะไม่ได้มาปรากฏตัวอยู่ข้างเวทีหรือขบวนหาเสียง แต่ก็รู้ได้ว่ากำนันเป๊าะนั้นมาอยู่ด้วยในที่ตรงนั้น เพราะมีคนที่ดูจะไม่ใช่ชาวบ้านแต่มีหน้าตาขึงขังจำนวนหลายคน มาคอยแวดล้อมท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อยู่ตลอดเวลา มีคนมาบอกว่าคนเหล่านี้คือ “บอดี้การ์ด” ที่กำนันเป๊าะส่งมาดูแลหัวหน้าพรรคและขบวนหาเสียงของพรรค
ครั้งหนึ่งกำนันเป๊าะเข้าไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลในเมืองชลบุรี ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ไปเยี่ยมถึงในห้องพักผู้ป่วย ผู้เขียนก็ติดตามเข้าไปด้วย วันนั้นกำนันเป๊าะไม่ได้ป่วยหนักอะไร เป็นแต่ว่ามีฝีขนาดพอสมควรที่ก้น ทำให้ลุกนั่งไม่สบาย ก็เลยไปผ่าตัดเอาฝีนั้นออก ด้วยความซื่อและน่ารักตรงไปตรงมา กำนันเป๊าะคงกลัวว่าท่านอาจารย์คึกฤทธิ์จะไม่เชื่อว่า “เจ็บจริง ๆ” จึงทำท่าจะเปิดให้ดูที่เกิดเหตุ ซึ่งท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็หัวเราะ บอกว่าไม่จำเป็น ก่อนที่จะคุยกันในเรื่องสัพเพเหระอยู่อีกนาน จนถึงเวลาอาหารกลางวัน กำนันเป๊าะก็บอกว่าได้บอกให้ “เด็ก ๆ” จัดเตรียมร้านอาหารริมทะเลไว้พร้อมแล้ว ขอเชิญคณะของท่านหัวหน้าพรรคไปรับประทานให้เอร็ดอร่อยต่อไป
เรื่องของบ้านใหญ่ที่น่าเกรงกลัวจริง ๆ ก็มี แต่เจ้าพ่อคนนี้เป็นอดีตข้าราชการผู้ใหญ่ทางจังหวัดใหญ่ในภาคใต้ พอเกษียณออกมาก็มีการเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดนั้นพอดี เลยมาขอลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อมในสีเสื้อพรรคกิจสังคม ความที่แกเป็นคนใหญ่คนโตมาก ๆ ส.ส.ในพื้นที่ของพรรคบางคนก็มาขอให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ไปช่วยขึ้นเวทีหาเสียง มีคนเล่าประวัติให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ฟังว่าผู้ใหญ่คนนี้เป็นลูกขุนน้ำขุนนางในสมัยเก่า พอมารับราชการก็ยังมีความเป็นศักดินาอยู่มาก เวลาที่พุดคุยกับลูกน้องก็กระโชกโฮกฮาก ขอท่านอาจารย์คึกฤทธิ์อย่าได้ถือสา รวมถึงเล่าด้วยว่าผู้ใหญ่คนนี้ชอบเลี้ยงโจร ทั้งนี้ก็เพื่อเอาไว้ปราบโจรนั่นเอง
ความกร่างอย่างไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม(หมายถึงไม่เกรงแม้แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์)ก็แสดงออกในเช้าวันหนึ่ง ในห้องอาหารของโรงแรมระหว่างที่คณะของท่านอาจารย์คึกฤทธิ์(ที่ผู้เขียนก็นั่งอยู่ใกล้ ๆ)กำลังรับประทานอาหารอยู่ และมีผู้ใหญ่คนนี้คอยชี้ให้คณะพวกเรารับประทานโน่นนี่อยู่ตลอดเวลา(อย่างน่ารำคาญ) ระหว่างนั้นก็มีชายวัยกลางคนท่าทางทะมัดทะแมงเข้ามากระซิบที่ข้างหูผู้ใหญ่คนนี้ ซึ่งออกอาการสะดุ้งโผลง ส่งเสียงร้องออกมาดังพอสมควรว่า “ปากมึงอม...อะไรไว้วะ ทำไมไม่บอกกูแต่เมื่อวาน” พวกเราก็ตกใจ แม้แต่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็ต้องเงียบ ไม่กล้าแม้จะสงสัยว่ามันเรื่องใหญ่อะไรนักหนาถึงได้ส่งเสียงดังขนาดนั้น (ฮา)
“บ้านใหญ่” สมัยนี้ก็คงจะหมายถึงคนใหญ่คนโตที่เป็นเจ้าของพื้นที่ในเขตเลือกตั้งต่าง ๆ อย่างที่จังหวัดชลบุรีนั้น ตั้งแต่กำนันเป๊าะต้องติดคุกและเจ็บป่วยออด ๆ แอด ๆ ก็ดูจะมีบ้านใหญ่คนใหม่ ๆ โผล่ผลุดขึ้นมาเรื่อย ๆ จนถึงเมื่อกำนันเป๊าะถึงแก่กรรม ก็ยิ่งได้แสดงรัศมีออกมาอย่างไม่ซ่อนเร้น ขณะนี้บางคนก็ได้เป็นรัฐมนตรี แต่ก็ว่ากันว่าก็ได้อาศัยบารมีของกำนันเป๊าะนั้นด้วยมาส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตามเครือข่ายของกำนันเป๊าะก็ยังยิ่งใหญ่อยู่แม้ในทุกวันนี้ ทราบว่าลูก ๆ ของกำนันเป๊าะทั้ง 5 คนก็ยังมีบทบาทอยู่ในแวดวงการเมือง ทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น ที่สำคัญยังมีเครือข่ายที่กว้างขวางไปในอีกหลาย ๆ พื้นที่ สมกับคำว่า “บ้านใหญ่” นั้นจริง ๆ
เรื่องของบ้านใหญ่นี้ยังไม่จบ เพราะยังต้องนำมาเชื่อมโยงกับ “ฐานเสียงยุคใหม่” ที่ผู้คนมักจะชอบเปรียบเทียบกันว่า ระหว่าง “บ้านใหญ่” หรือฐานเสียงยุคเก่า(แต่ก็ยังมีอิทธิพลมากในการเมืองสมัยใหม่) กับ “บ้านใหม่” หรือฐานเสียงยุคใหม่(ที่กำลังมีอิทธิพลมากขึ้น ๆ ในการเลือกตั้งครั้งหลัง ๆ นี้) อะไรจะ “มาแรง” มากกว่ากัน เพราะอะไร ซึ่งจะขอนำมาวิเคราะห์ในสัปดาห์ต่อไป
ใครจะมาแรงกว่าใครไม่สำคัญ เพราะที่สำคัญยิ่งกว่าก็คือ จะทำให้การเมืองไทย “ดีขึ้น” หรือ “เลวลง” ?
#บ้านใหญ่ #บ้านใหม่ #การเมืองไทย #วิเคราะห์การเมือง #ฐานเสียง #เลือกตั้ง #การเมืองยุคใหม่ #siamrathonline








