ทวี สุรฤทธิกุล
นักรัฐศาสตร์สมัยใหม่เชื่อว่า โลกทุกวันนี้กำลังมีการพัฒนา “Digital Politics” เพื่อสร้าง “Direct Democracy” หรือ “ประชาธิปไตยทางตรง”
วันนี้ “เบื่อ” การเมืองของประเทศไทยมาก ๆ โดยเฉพาะปัญหาที่นักการเมืองแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรี และประชาชนแย่งชิงกันเข้าคิวไปหาซื้อน้ำมัน เลยขอไปคุยวิชาการเกี่ยวกับการเมืองของโลกภายนอก ถึงแม้จะหนักสมองบ้าง แต่ก็น่าจะน่าเบื่อน้อยกว่าการเมืองของประเทศไทย ที่ตอนนี้โลกภายนอกเขากำลังพัฒนาไปไกล โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาระบบการเมืองของประเทศ
เริ่มต้น มีเพื่อนในกลุ่มไลน์ที่ผู้เขียนตั้งขึ้นในชื่อ “ความคิดเสรี” ได้ตั้งประเด็นขึ้นว่า “การเมืองของประเทศไทยที่เป็นประชาธิปไตยแบบตัวแทน (Representative Democracy) มันห่วย ถ้าจะนำกลไกแบบประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) มาใช้ในประเทศไทยจะดีไหม?” ทำให้ผู้เขียนนึกถึง “ระบอบเอเธนส์” ที่ครั้งหนึ่งเคยมีการปกครองแบบนี้เมื่อกว่า 2,500 ปีมาแล้ว แต่พอดีจำรายละเอียดไม่ได้เยอะ เลยเข้าไปใช้ ChatGPT ให้เอไอตัวนี้ช่วยให้ข้อมูล แล้วผู้เขียนก็มาเรียบเรียงใหม่เล็กน้อยแบบที่นักศึกษาสมัยนี้เขาชอบทำกัน เห็นว่าพอใช้ได้ก็เลยเอามานำเสนอ ดังต่อไปนี้
แนวคิด Direct Democracy (ประชาธิปไตยทางตรง) เป็นรูปแบบการปกครองที่ “ประชาชนตัดสินใจด้วยตนเองโดยตรง” แทนที่จะเลือกตัวแทนไปตัดสินใจแทน (แบบประชาธิปไตยตัวแทน) แนวคิดนี้มีรากมาจากกรีกโบราณ ในยุคที่นครรัฐ Athens กำลังรุ่งเรือง เมื่อ 500 ปีก่อนคริสตกาลนั้น โดยพลเมือง (ผู้ชายที่เป็นอิสระ) มารวมตัวกันในที่ประชุมเพื่อออกเสียงโดยตรงในเรื่องสำคัญ เช่น กฎหมาย สงคราม นโยบาย โดยไม่มีตัวแทนแบบรัฐสภา ใช้กันอยู่ในเอเธนส์นั้นประมาณ 200 กว่าปีก็จบลง เพราะระบบนี้ค่อนข้างอ่อนแอ ระหว่างนั้นเอเธนส์ก็มีสงครามกับดินแดนอื่นหลายครั้ง ระบอบประชาธิปไตยทางตรงนี้ก็สลายไป
อย่างไรก็ตามแนวคิดประชาธิปไตยทางตรงก็ไม่ได้หายไป และโดยในรัฐสมัยใหม่ก็ได้ถูกนำกลับมาใช้ในบางรูปแบบ เช่น การลงประชามติ (referendum) หรือการริเริ่มกฎหมายโดยประชาชน (initiative) ซึ่งประเทศที่ใช้อยู่เป็นปกติก็คือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ โดยประชาชนสามารถลงประชามติในกฎหมายสำคัญ โดยมีการโหวตระดับประเทศหลายครั้งต่อปี รวมถึงการเสนอแก้รัฐธรรมนูญมีกระทำกันอยู่ หรือที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในหลาย ๆ รัฐ ก็มี Ballot initiatives (ประชาชนเสนอเรื่องให้โหวต) และ Referendum (โหวตกฎหมาย) หรือในประเทศอังกฤษเมื่อไม่กี่ปีมานี้ก็มีการทำประชามติเพื่อขอความเห็นประชาชน ในการที่อังกฤษจะถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป ที่เรียกว่า Brexit ยิ่งไปกว่านั้นในประเทศอื่น ๆ ของยุโรป เช่น อิตาลีและเยอรมนี ก็มีการโหวตในเรื่องต่าง ๆ ของประชาชนตั้งแต่ในระดับท้องถิ่นจนถึงระดับชาติอยู่เป็นประจำ
ผู้เขียนได้ทดสอบสติปัญญาของเจ้า ChatGPT นี้ต่อไป เพราะเจ้าเอไอตัวนี้ได้บอกเคล็ดลับของการที่จะทำให้ประชาธิปไตยทางตรงเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง ว่าน่าจะนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ โดยเสนอว่า เทคโนโลยีดิจิทัลทำให้แนวคิดประชาธิปไตยทางตรงกลับมาเป็นไปได้มากขึ้น ในสังคมขนาดใหญ่ เป็นต้นว่าการลงคะแนนออนไลน์ (E-voting) ประชาชนโหวตได้ผ่านอินเทอร์เน็ต ลดต้นทุนและเพิ่มการเข้าถึง ทำให้การทำประชามติบ่อยขึ้นเป็นไปได้ หรือการมีส่วนร่วมเชิงนโยบาย (Deliberation platforms) ใช้แพลตฟอร์มให้ประชาชนเสนอไอเดีย แสดงความคิดเห็น โหวตแนวทางนโยบาย ทำให้ “การตัดสินใจร่วม” ไม่ใช่แค่กดโหวต แต่มีการถกเถียงก่อน หรือการเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชน โดยระบบดิจิทัลจะช่วยรวบรวมรายชื่อ (e-petition) เสนอเข้าสู่การพิจารณาได้ง่ายขึ้น
ตัวอย่างการใช้งานจริงในขณะนี้ ก็คือประเทศเอสโตเนีย (ผู้นำด้าน Digital Democracy) มีระบบ i-Voting ใช้ในการเลือกตั้งระดับชาติ ประชาชนทำธุรกรรมรัฐเกือบทั้งหมดออนไลน์ เป็นตัวอย่างของ “รัฐดิจิทัล” (digital state) ต่อมาก็คือประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ที่ได้นำระบบ e-voting มาใช้ควบคู่กับระบบประชามติเดิม หรือที่ประเทศไอซ์แลนด์ ได้ใช้โซเชียลมีเดียและออนไลน์ในการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เปิดให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นแบบ real-time หรือที่ประเทศไต้หวัน ได้สร้างแพลตฟอร์ม vTaiwan ให้ประชาชนร่วมออกแบบนโยบาย เช่น กฎหมาย Uber หรือที่ Barcelona ประเทศสเปน ก็ใช้แพลตฟอร์ม Decidim ที่ทำขึ้นให้ประชาชนเสนอและโหวตโครงการในการบริหารเมือง
หันมาดูที่ประเทศไทย จากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนพบว่า ประเทศไทยน่าจะมีแนวคิดเรื่อง e-Voting มาเกินกว่า 20 ปีแล้ว เพราะเมื่อ พ.ศ. 2547 ผู้เขียนได้เป็นกรรมการในหลักสูตรผู้นำยุคใหม่ในระบอบประชาธิปไตย ของสถาบันพระปกเกล้า ซึ่งจัดขึ้นเป็นรุ่นแรกในปีนั้น โดยในหลักสูตรได้มีการนำนักศึกษาไปดูงานที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ได้เห็นว่ามีการนำเครื่องลงคะแนนอิเล็กทรอนิกส์มาสาธิต พวกเราคือทั้งอาจารย์และนักศึกษาก็ตื่นเต้นกันมาก แต่พอถามว่าจะมีการนำมาใช้จริง ๆ เมื่อไหร่ เจ้าหน้าที่ก็บอกว่ายังไม่มีกำหนด เพราะยังมีปัญหาทางเทคนิคบางเรื่องต้องแก้ไขต่อไป ซึ่งหลักสูตรนี้ก็มีการพานักศึกษาไปดูเครื่องลงคะแนนดังกล่าวมาอีกหลายรุ่น พอถามถึงปัญหาที่ไม่นำมาใช้ก็ได้คำตอบคำเดิม ที่สุดคณะกรรมการบริหารหลักสูตรนี้ก็มีมติให้เปลี่ยนที่ศึกษาดูงานไปที่อื่นบ้าง
ช่วงที่มีการร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ผู้เขียนเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้อภิปรายในสภาเสนอให้สภาร่างรัฐธรรมนูญนำระบบการลงประชามติอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ เพื่อรับฟังความเห็นจากประชาชนให้กว้างขวางและรวดเร็ว โดยให้ใช้เครื่องมือของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ซึ่งเคยทำประชามติในงานของรัฐบาลในบางเรื่องมาบ้าง ก็ได้รับคำตอบจากรัฐมนตรีของกระทรวงดีอีในยุคนั้นว่ามีความยุ่งยากและยังไม่พร้อม (ความจริงทราบว่ามันเซ็งลี้หรือหาเงินใต้โต๊ะไม่ได้ อันเป็นที่มาของการทำประชามติโดยการพิมพ์หนังสือแจกประชาชน 19 ล้านฉบับ และมีการโกงกินกันมโหฬาร ผู้เขียนเป็นประธานอนุกรรมาธิการในการสอบสวนเรื่องการทุจริตครั้งนั้น แล้วพบว่ามีตัวการเป็นถึง “คนใหญ่” ใน สสร. นั่นเอง แต่พอเสนอรายงานการสอบสวนนี้ต่อ สนช. ตามขั้นตอน ก็รับทราบและส่งต่อให้รัฐบาลดำเนินการเอาผิด แต่ก็พอดีมีการเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐบาล เรื่องก็เงียบไปเสียเฉย ๆ)
ความจริงการโหวตด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ก็ยังมีจุดอ่อนอยู่เยอะ แต่ในประเทศที่เขาใช้กันเขาก็มีการพัฒนามาเรื่อย ๆ จนสามารถสร้างความน่าเชื่อถือและเกิดความโปร่งใสได้ในระดับพอสมควร ซึ่งหลายคน (ผู้บริหารของประเทศเหล่านั้น) ก็มีความมั่นใจว่าเทคโนโลยีดิจิทัลนี้จะช่วยให้ประชาธิปไตยพัฒนาไปได้อีกมาก โดยเฉพาะในเรื่องประชาธิปไตยทางตรง (Direct Democracy) ที่กำลังเป็นแนวโน้มของผู้คนยุคใหม่ ตราบใดที่ระบบตัวแทนประชาชนยังเต็มไปด้วยการทุจริตคดโกง โลภโมโทสัน และ “บ้าอำนาจ” หนทางที่เทคโนโลยีดิจิทัลที่จะกำจัดนักการเมือง “แบบนั้น” ให้หมดไป ก็จะยิ่งมีความจำเป็นมากขึ้น ๆ
ทั้งนี้คงต้องเริ่มที่ภาคประชาชน ต้องรณรงค์กันอย่างเข้มแข็ง เพราะรัฐบาล (และนักการเมือง) นั้นคงไม่เอาด้วย เพราะไม่อยากให้ใครมาเห็น “สันหลังที่เหวอะหวะ” สุดแสนจะเน่าเหม็นและสุดแสนจะทุเรศนั้น
#ประชาธิปไตย #DigitalPolitics #DirectDemocracy #การเมืองไทย #E_Voting #การเมืองดิจิทัล #วิเคราะห์การเมือง #siamrathonline







