ทวี สุรฤทธิกุล
สวัสดีปีใหม่ครับ ก็หวังว่าจะมีอะไร “ที่ดี ๆ” เกิดขึ้น ขอให้ทนรำคาญไปอีกนิด (เดี๋ยวก็จะชินไปเอง ... ฮา)
ก่อนสิ้นปีสองสัปดาห์ติดต่อกัน บทความนี้ได้พูดถึงการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง กับรัฐบาลใหม่ที่จะได้หลังการเลือกตั้ง ซึ่งก็คงจะ “รักษาสภาพ” คือยังคงไปในแบบนี้เหมือนเดิม ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเท่าใดนัก แบบว่าเลือกตั้งก็ยังคงมีการซื้อเสียงกันมาก โดยที่ กกต.ไม่สามารถ “จับมือใครดม” ได้เช่นเคย ส่วนรัฐบาลที่ได้มาก็จะเป็นรัฐบาลผสมในโครงสร้างเดิมที่รักษาการอยู่นี้ แม้จะมีข่าวว่าอาจจะมีพรรคเพื่อไทยมาเข้าร่วม เพื่อให้รัฐบาล “แน่นปั๋ง” แต่นั่นก็น่าเสี่ยงว่าอาจจะ “พาพัง” หรือมาเร่งให้รัฐบาลจบเห่เร็วขึ้นเสียมากกว่า
ในสัปดาห์นี้ก็จะมาบอกว่า เมื่อได้รัฐบาลใหม่(ในขวดเก่านี้)แล้ว คนไทยจะได้อะไร ซึ่งก็คือนโยบายของรัฐบาลใหม่จะเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นก็ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า รัฐบาลชุดนี้จะมีปัญหามาก การดำเนินนโยบายต่าง ๆ อาจจะทำไม่ได้ หรือมีการปรับเปลี่ยนหรือ “งอก” นโยบายใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกก็ได้ ซึ่งมีสิ่งต้องพิจารณา ดังนี้
ประการแรก กูรูจำนวนมากเชื่อว่ารัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ จะไปเชิญพรรคเพื่อไทยมาร่วมรัฐบาลด้วย เพื่อให้เสียงของรัฐบาลแข็งปั๋ง แต่ส่วนตัวผู้เขียนเชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้ยาก เพราะพรรคภูมิใจไทยคงจะไม่อยากเอา “เสือ” อีกตัวมาอยู่ร่วมท่วม ไม่เพียงแต่มีความขัดแย้งกันมาก่อนหน้านี้หลายเรื่องแล้ว พรรคเพื่อไทยก็ยัง “น่ากลัว” ที่จะมาสร้างปัญหาให้กับรัฐบาลใหม่ ตั้งแต่ตั้งข้อต่อรองเอาตำแหน่งต่าง ๆ จนถึงมาชิงดีชิงเด่นในการนำเสนอนโยบาย เพื่อสร้างความนิยมสำหรับสร้างพรรคเพื่อไทยนั้นต่อไป จนถึงเกิดการขัดแข้งขัดขาในการทำงาน ซึ่งจะมีการคอยจับผิดและแย่งชิงผลประโยชน์ต่าง ๆ กันอย่างดุเดือด ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการอยู่ด้วยกันในระยะยาว ที่สำคัญถ้าพรรคเพื่อไทยเกิดได้เสียง ส.ส.ใกล้เคียงกับพรรคภูมิใจไทย การแข่งขันกันทำงานก็น่าจะรุนแรงมาก ๆ เพื่อที่จะ “ถีบ” พรรคภูมิใจไทยออกไป แล้วขึ้นเป็นแกนนำรัฐบาลแทน โดยมีเป้าหมายที่จะให้คนในสายเลือดของ “ชินวัตร” ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ตามที่มีข่าวว่า “คนในคุก” ต้องการอย่างนั้น
ประการต่อมา ถ้าไม่เอาพรรคเพื่อไทยมาร่วมรัฐบาล รัฐบาลแม้ว่าจะมีเสียงปริ่มน้ำ (ทั้งนี้มีสมมุติฐานว่า พรรคที่ได้อันดับสองและสามคือพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยต้องไปเป็นฝ่ายค้าน ซึ่งสองพรรคนี้น่าจะได้ ส.ส.รวมกันราว ๆ 200 คน และพรรคประชาธิปัตย์ที่อาจจะได้ ส.ส. สัก 20-25 คน ก็จะไม่ร่วมกับพรรคกล้าธรรม ที่น่าจะได้ ส.ส.พอ ๆ กัน รัฐบาลก็น่าจะมีเสียงอยู่ประมาณ 260 - 270 เสียงเท่านั้น) รัฐบาลก็จะมีปัญหาภายในมากมาย เริ่มจากการที่พรรคภูมิใจไทยต้องเอาใจพรรคร่วมรัฐบาลเป็นอย่างมาก เพราะต้องไปงอนง้อเข้ามา ซึ่งพรรคเล็กพรรคน้อยเหล่านั้นก็จะคอยทิ่มแทง สร้างความหงุดหงิดรำคาญให้กับพรรคภูมิใจไทยนั้นตลอดเวลา ดังนั้นการดำเนินนโยบายต่าง ๆ ก็จะมีปัญหามาก และรัฐบาลน่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีอยู่เรื่อย ๆ รวมถึงที่ต้องตั้งรับเรื่องการอภิปรายไม่ไว้วางใจและการผ่านกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งก็จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก
อีกประการหนึ่ง คุณอนุทิน ชาญวีระกูล ที่คาดกันว่าจะได้เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลใหม่นั้นสืบไป ซึ่งคุณอนุทินน่าจะยัง “ไม่แข็งพอ” ที่จะควบคุมรัฐบาลและรัฐสภาในชุดใหม่นั้นได้ ลำพัง “ครูใหญ่ บุรีรัมย์” นายเนวิน ชิดชอบ คงไม่เพียงพอที่จะ “ค้ำยัน” ให้นายอนุทินได้มากพอ (เพราะยังมี “ชนัก” เรื่องเขากระโดงปักหลังอยู่ เช่นเดียวกันกับนายอนุทิน ที่ก็มีเรื่อง “เทา ๆ” อยู่ในธุรกิจของตัวและเครือญาติด้วยเช่นกัน) อีกทั้งยังไม่เป็นที่เชื่อมั่นได้ว่า “คอนเน็กชั่น” ของนายอนุทินกับ “กลุ่มอำมาตย์” จะแข็งแรงมั่นคงเพียงใด นายอนุทินจึงจำเป็นจะต้องบริหารประเทศไปแบบ “กัดฟันสู้” ซึ่งถ้านายอนุทินท้อแท้หรือยอมแพ้เมื่อใด รัฐบาลนี้ก็จบเห่ รวมถึงที่อาจจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยฉับพลัน แบบว่า “ถ้าเอ็งทำไม่ได้ ข้าจะไปทำแทน” ซึ่งคนที่เป็น “ข้า” ในที่นี้ก็มีอยู่หลายฝ่าย ทั้งในและนอกสภานั้น
อย่างที่ผู้เขียนได้บอกไว้ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 ว่ารัฐบาลนี้จะต้อง “จูบปาก” กับเขมร ซึ่งก็ได้มีการเจรจาหยุดยิงและไทยก็ยอมปล่อยเชลยศึกไปให้เขมรแล้ว เชื่อว่านโยบายไทยที่มีต่อเขมรก็จะเป็นไปในแบบ “ยื่นหมูยื่นแมว” แบบนี้ต่อไป โดยรัฐบาลไทยอาจจะดำเนินนโยบายแบบ “ตึง ๆ หย่อน ๆ” เพื่อให้เขมรติดกับงับเหยื่อแบบกีฬาตกปลา คือชักคะเย่อกับปลาเขมรนั้นต่อไป ซึ่งก็จะทำให้เกมยืดเยื้อ หรือต้องรอจนกว่าเขมรนั้นจะหมดเสบียงหรือ “หมดแรง” ไปเอง ดังนั้นคนไทยก็ต้อง “ทนรำคาญ” ไปอย่างนี้ แต่คงไม่เกิดหายนะรุนแรงแบบสงครามยูเครนกับรัสเซีย อย่างทีสื่อซาดิสม์ต่าง ๆ อยากให้เป็น
ด้วยปัจจัยทั้งหลายทั้งปวงดังที่ได้กล่าวมา ในปี 2569 หลังเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ คนไทยก็ยังต้อง “อดทน” กับสภาวะความวุ่นวายทั้งในและนอกสภา ซึ่งก็คือความอ่อนแอของรัฐบาล “ผสมมั่วจำยอม” นี้ และเสียงในสภาที่ง่อนแง่น กับสภาวะความน่ารำคาญของศึกเขมร กับปัญหาเศรษฐกิจจากโลกรายรอบ ที่รัฐบาลชุดนี้น่าจะพอเอาอยู่ ถ้าไม่มีอีกปัจจัยหนึ่งเพิ่มเข้ามา นั่นก็คือ “การก่อม็อบ” ที่อาจจะเกิดขึ้นได้
อย่าลืมว่า ตอนนี้ทหารได้ถอยฉากออกไปแล้ว (ชั่วขณะ?) อีกทั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งนั้นก็ไม่มี “กฎหมายพิเศษ” ที่จะมาเป็นเกราะป้องกัน อีกทั้งศัตรูในสภาก็มีอยู่เต็ม ซึ่งก็ล้วนแต่มีพลังมวลชนในแต่ละพรรคนั้นอยู่มาก อีกทั้ง “ใครคนนั้น” ก็จะออกมาจากคุกหลังกลางปีนี้ ก็น่ากลัวว่าจะออกมาแก้แค้นและสร้างม็อบขึ้นมา “เอาคืน” รัฐบาล “หนู -เน” นี้ได้ง่าย ๆ แต่ที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือ ไม่ว่าจะเป็นม็อบของฝ่ายใดเกิดขึ้นก็ตาม คนไทยจำนวนหนึ่งก็น่าจะยังชื่นชอบทหาร และเรียกร้องทหารให้มาจัดการกับม็อบนั้น ซึ่งประเทศไทยก็จะวนเวียนอยู่ใน “วงจรอุบาทว์” นั้นต่อไป
ถ้าจะให้ตอบว่า “คนไทยจะไปทางไหน?” ในปี 2569 ผู้เขียนก็นึกถึงวาทะของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ในคราวที่ต่อสู้กับคนที่จะมาล้มล้างระบอบรัฐสภาและสถาบันพระมหากษัตริย์ เมื่อเกือบ 30 ปีก่อนนี้ว่า “กูไม่กลัวมึง” คือเราต้องพร้อมสู้กับทุกสถานการณ์ด้วยความไม่หวั่นไหว แม้ว่าจะรู้ว่าภัยนั้นกำลังจะเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภัยภายในรัฐบาล รัฐสภา ท้องถนน หรือกองทัพ โดยอย่าได้ “กลัว” กับสิ่งใดทั้งสิ้น ทั้งสิ่งที่ได้เห็นและเป็นอยู่ และกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
อย่างที่วินสตัน เชอร์ชิล พูดปลุกใจคนอังกฤษให้ฮึกเหิมในคราวที่กำลังจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ขึ้น โดยบอกว่า “ความกลัวทำให้เราโง่ ความกล้าทำให้เราฉลาด”
เลือกตั้งครั้งนี้ “อย่าโง่” เลือกเอาพวกชั่ว ๆ เข้ามาเป็น ส.ส. และ “อย่ากลัว” ถ้าจะเจอกับรัฐบาลหรืออยู่ในสถานการณ์ที่ แย่ ๆ”
กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดีฉันใด ประเทศไทยก็ไม่สิ้น “สิ่งดี ๆ” ฉันนั้น








