สถาพร ศรีสัจจัง
ประเด็น “หลักการสำคัญที่ควรทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับการเขียนเชิงสร้างสรรค์” เป็นเรื่องสำคัญมากทีเดียวสำหรับคนที่ต้องการพัฒนาการเขียน โดยเฉพาะ “การเขียนเชิงสร้างสรรค์” ที่มี “รูปแบบ” (Form) หลัก ๆ ตามแบบแผนใหญ่ ๆ อยู่แค่ 3 ประเภท คือ “กวีนิพนธ์” (poetry), “เรื่องเล่าที่เป็นเรื่องแต่ง” (Fiction) และ “เรื่องแต่งที่เป็นเรื่องจริง” (Non Fiction)
เฉพาะประเภทที่ 2 และ 3 คือ “เรื่องที่เป็นเรื่องแต่ง” กับ “เรื่องแต่งที่เป็นเรื่องจริง” ซึ่งรูปแบบย่อยในการนำเสนอในยุคปัจจุบันมีหลายชนิด แต่ที่นิยมกันมากก็เช่น “เรื่องสั้น” / “นวนิยาย” และ “สารคดี” (ประเภทต่างๆ) นั้น ผู้คนโดยทั่วไป (แม้แต่ครูสอนวิชาวรรณกรรมปัจจุบันบางท่าน) มักจะคิดว่าล้วนแล้วแต่เป็น “นวัตกรรม” ของชาติตะวันตก ที่สังคมการเขียนของไทย (หลายคนตีขลุมเป็นเอเชียทั้งทวีปด้วยซ้ำไป) ไปลอกแบบของตะวันตกเขามา
ในการเสวนาระดมความคิดหัวข้อ “ความสำคัญของการเขียน” ครั้งนี้ ดีที่ผู้นำเสวนาคนซึ่งได้รับเชิญให้พูดเปิดประเด็นนำเป็นคนสุดท้ายคือคนที่ 4 ได้นำเสนอหลักการและตัวอย่างข้อมูลที่แตกต่างจาก 3 ท่านแรก โดยชี้ให้เห็นว่าคนเอเชีย (รวมถึงไทยด้วย) ก็มี “รูปแบบ” ในการเขียน และ “วิธีวิทยา” ในการเขียนที่ไม่แตกต่างไปจากชาติตะวันตกมาก่อนแล้วแต่อย่างใด โดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งอารยธรรมสำคัญอย่างอินเดียและจีน
ในเรื่องนี้เขาได้พูดรายละเอียดและยกตัวอย่างงานเขียนของเอเชียโบราณ (ทั้งของอินเดียและจีน - รวมถึงไทยด้วย) ไว้เป็นจำนวนมาก ที่แสดงให้เห็นว่าเอเชียเราก็มีการเขียนทั้งประเภท “Fiction” และ “Non fiction” มาแต่โบราณกาลแล้ว!
ในที่นี้จะขอจับเอาประเด็นเกี่ยวกับหลักการสำคัญ ๆ หรือ “วิธีวิทยา” ที่ผู้ต้องการจะเป็น “นักเขียนที่ดี” พึงต้องเข้าใจ จากที่เขาประมวลสรุปและตีความจาก “คัมภีร์อลังการศาสตร์” ซึ่งเป็นคัมภีร์การเขียนของอินเดียเล่มสำคัญเล่มหนึ่ง ซึ่งมีการแปลจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาไทยเรียบร้อยมาตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2490 โน่นแล้ว!
เขาสรุปว่าคัมภีร์อลังการศาสตร์แนะนำผู้ที่ต้องการพัฒนาการเขียนประมวลสรุปได้เป็นประเด็นสำคัญ 4 ประเด็น คือ จะต้องทำความเข้าใจเป็นพื้นฐานให้ได้ว่า
ความคิด เป็นเสมือนหัวใจของงานเขียน
ความรู้ เป็นเสมือนอาภรณ์ของงานเขียน
ภาษา เป็นเสมือนเครื่องประดับหรือถนิมพิมพาภรณ์ของงานเขียน
คัมภีร์อลังการศาสตร์บอกว่า “ความใกล้ครูจะทำให้เขียนได้ง่ายขึ้น”
แล้วเขาก็อรรถถาธิบายลงรายละเอียดในหัวข้อทั้ง 4 พร้อมยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมให้เห็นแบบน่าสนใจยิ่ง สรุปได้ประมาณว่า ที่ความคิดต้องเป็นหัวใจของงานเขียนนั้น ก็เพราะงานเขียนที่ดีมักต้องมีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนว่า ต้องการส่งหรือก่อผลสะเทือนต่อความเข้าใจถึงเรื่องราวของชีวิตที่สัมพันธ์กับสรรพสิ่ง (เขาบอกว่า ได้แก่ ต่อคนด้วยกัน / ต่อธรรมชาติทั้งปวง และต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ) ของผู้รับสาร หรือ “นักอ่าน” เป็นเรื่องสำคัญที่สุด ประเด็น และ “มุมมอง” ที่เป็นสิ่งใหม่ มุมมองใหม่ ๆ ซึ่งทำให้ผู้อ่านตระหนักรู้หรือเห็นถึง “สัจธรรม” จะทำให้งานเขียนเรื่องนั้น ๆ หรือชิ้นนั้น ๆ มีคุณค่าที่แท้จริง “ความคิด” ที่เป็น “แก่น” ของงานเขียนชิ้นนั้น ๆ จึงถือได้ว่ามีความสำคัญสูงสุด จนอาจถือได้ว่าเป็น “หัวใจของงานเขียน”!
ที่ว่า “ความรู้เป็นเสมือนอาภรณ์” ของงานเขียนก็เช่นกัน งานเขียนชิ้นหนึ่งก็เหมือนคน ๆ หนึ่ง คน ๆ นั้นจะดูดีหรือไม่ย่อมต้องมีเครื่องนุ่งห่มหรือ ‘อาภรณ์’ ที่เหมาะสมสวยงามกับขนาดสัณฐานของคน ๆ นั้น “ความรู้” นอกจากจะให้ประโยชน์ในด้านใดด้านหนึ่งแก่ผู้อ่านโดยตรงแล้ว ยังจะเป็นสิ่งช่วย “ประกอบสร้าง” ให้ “ความคิด” ที่เป็น ‘แก่นเรื่อง’ ซึ่งต้องการจะสื่อมีความแจ่มชัดและเป็นเหตุเป็นผลน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น
ดังนั้นในหมู่คนเอเชียเราจึงมักเชื่อกันว่าคนที่จะเป็น “นักเขียน” หรือ “กวี” ได้นั้น ต้องเป็น “พหูสูต” คือมีความรู้แบบ “รู้กว้างและรู้ลึก” ในเรื่องที่เกี่ยวกับ “ความเป็นมนุษย์” ด้านต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่อง “โลก” และ “ชีวิต”! ดังปรากฏมีคตินิยมที่เรียกว่า “คาถาหัวใจนักปราชญ์” (คาถาประจำใจของผู้มุ่งเป็นผู้คงแก่เรียน) ขึ้น สำหรับให้ผู้มีใจใฝ่รู้ ผู้ที่อยากจะดุ่มเดินในเส้นทางสายนักปราชญ์ (คือนักเขียน) นี้ไว้ยึดถือปฏิบัติ, คล้ายเครื่องมือหรือข้อพึงปฏิบัติของนักพรตหรือผู้ที่ต้องการบรรลุธรรมอย่างไรก็อย่างนั้น
คาถาหัวใจนักปราชญ์ 4 คำที่ว่า “สุ-จิ-ปุ-ลิ” อันหมายถึง จะต้องเป็นคนที่รับฟังหรือรับรู้เรื่องราวต่างๆ ให้มาก (สุ = “สุต” ที่แปลว่า “ฟัง” เพราะในยุคก่อนที่คนยัง ‘ไม่รู้หนังสือ’ ข้อมูลข้อเท็จจริงทั้งหลายล้วนได้มาจากการรับฟังครูบาอาจารย์และจากคนอื่น) ฟังแล้วก็ต้องรู้จักคิดไตร่ตรองพิจารณา (จิ = “จิตต”) ไตร่ตรองสิ่งที่รับรู้รับฟังแล้ว ถ้าเกิดความสงสัยในเรื่องใดก็ต้องไต่ถามไต่สวนทวนความให้ชัดแจ้ง (ปุ = ปุจฉา, ถาม) และสุดท้ายจึงจะสามารถลงมือ “เขียน” (ลิ = ลิขิต) !!! ฯ








