ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
สืบเนื่องจากเมื่อวันก่อนเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้คอการเมืองต่างๆออกมาวิเคราะห์ และวิพากษ์วิจารณ์กันยกใหญ่ นั่นคือ เหตุการณ์ที่นายกหนูไหว้ย่ออดีตนายกทักษิณ เหตุการณ์นี้ ทำให้เกิดความรู้สึกบางอย่างที่อยากจะถ่ายทอดให้ท่านผู้อ่านได้อ่านกัน พอเป็นแนวทางและวิธีคิดสำหรับอนาคต
จากเหตุการณ์ที่ว่า เชื่อว่าท่านผู้อ่านน่าจะได้เห็นบรรดากูรูการเมืองทั้งหลายออกมาวิเคราะห์กันฉ่ำๆ บ้างว่าเป็นเพราะมีดีลอะไรอยู่เบื้องหลัง บ้างก็ว่าไปไกลถึงขั้นเป็นยุทธศาสตร์ เป็นการวางแผนอันแยบยลของค่ายนั้นค่ายนี้ สีนั้นสีนี้ ส่วนตัวผู้เขียนอยากจะบอกว่า เรื่องนี้...จริงๆแล้ว อาจไม่มีอะไรเลยก็ได้
สาเหตุที่บอกเช่นนี้ เพราะประเด็นที่หนึ่ง ถ้าคนที่คลุกคลีอยู่ในวงการเมืองจะพอทราบดีว่าท่าทีที่เห็นในข่าวนั้นเป็นท่าทีที่ “ปกติ” สุดๆของนายกหนู ด้วยเป็นผู้ที่มีบุคลิกลักษณะอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่อยู่แล้ว จะบอกว่าเป็นบุคลิกของท่านก็คงไม่ผิด เวลาพบผู้ที่อาวุโสมากกว่า เคยทำงานร่วมกัน หรืออื่นๆ เราก็มักจะได้เห็นนายกหนูในอากัปกิริยาเช่นนี้อยู่แล้วเป็นธรรมดา ดังนั้น เรื่องนี้อาจจะไม่มีอะไรมากไปกว่าการเจอผู้ใหญ่ท่านหนึ่งที่ต้องให้การเคารพก็ได้ ไม่ถึงขึ้นต้องมาวิเคราะห์กันประดุจดั่งเป็นวิทยายุทธจากสามก๊กก็ไม่ปาน
ประเด็นที่ 2 ถ้าคนที่คลุกคลีกับการเมืองไทยมาพอสมควร จะทราบดีว่า การเมืองไทยเป็นการเมืองที่มีความอะลุ่มอล่วยสูง อาจเป็นเพราะประเพณีและวัฒนธรรมไทยที่มีความแข็งแรงและสอดแทรกอยู่ในวิถีการเมืองไทยด้วย จึงทำให้แม้ว่าบางทีหน้าฉากอาจจะดูห้ำหั่นกัน แต่หลังฉากกับพูดคุยกันฉันมิตร บ้างก็ว่าเป็นความหน้าไหว้หลังหลอกของนักการเมือง แต่ผมกลับมองว่า เป็นเรื่องของวัฒนธรรมไทยที่ฝังรากลึกเสียมากกว่า การเมืองไทยจึงไม่ได้เป็นการเมืองที่เกลียดกันแล้วเกลียดกันถาวร ถึงขั้นจะต้องฆ่ากันให้ตาย แม้ว่าจะมีบ้างในบางกรณี แต่โดยทั่วไปก็มักจะเป็นพี่เป็นน้องเป็นอาเป็นน้า ให้เกียรติกันด้วยวัยวุฒิเป็นปกติ เจอกันก็ไหว้กัน เคารพกันเป็นธรรมดาของสังคมไทย
ในความเป็นจริงแล้ว คนการเมืองส่วนใหญ่มักจะเข้าใจกันดี ว่าแตกต่างกันเพราะอุดมการณ์ เพราะแนวทางในการทำงาน หรือแนวทางนโยบาย เมื่อถอดหัวโขนของพรรคหรือตำแหน่งออก ส่วนมากกลับเข้าใจหัวอกกันดีกว่าคนทั่วๆไปด้วยซ้ำ ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่แยกแยะออกระหว่างอุดมการณ์ การทำงาน และการให้เกียรติกันในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพและเพื่อนมนุษย์
เรื่องนี้จริงๆ แล้วไม่ใช่แค่ในกรณีของนายกหนูไหว้ย่อนายกทักษิณเท่านั้น ก่อนหน้านี้เราก็ได้เห็นข่าวที่ออกมาตีกันอึกทึกครึกโครม วิเคราะห์กันไปไหนต่อไหน กับกรณีที่คุณไอซ์พูดคุยกับคุณไชยชนก ซึ่งจริงๆแล้วก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของสิ่งที่ผมกล่าวไป ว่าแท้จริงแล้วคนการเมืองแยกแยะได้ และพูดคุยกันได้
สิ่งที่น่าคิดต่อ คือ ดราม่า การถกเถียง หรือแม้แต่การวิเคราะห์กันไปไกลแบบออกนอกโลก มักเกิดขึ้นจาก “นอกวง” ของคนการเมืองที่แท้จริง หรือจะเรียกว่า “คนที่อยู่รอบๆ” หรือ “กองเชียร์” ก็คงไม่ผิด ที่มักจะหยิบเรื่องเหล่านี้มาเป็นประเด็น หรือถึงขั้นเอามาปั่นให้เกิดกระแส ที่เกินความเป็นจริงไปเสียเยอะ
เราเลยได้แต่เสพข่าวการเมืองเชิงดราม่ารายวัน เพราะบางทีการปั่นก็เป็นสิ่งที่หากินได้
เหตุที่อยากเขียนเรื่องนี้ เพราะแอบรู้สึกว่า สังคมไทยในปัจจุบันเป็นแบบนี้เสียมาก มากจนเชื่อว่าหลายคนคิดเหมือนกันว่ามันเกิดความพอดีไปแล้ว หลายครั้งที่เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อะไรจากการรับฟังสื่อ เรารู้สึกไม่ได้อะไรจากการเมือง และรู้สึกว่า คอนเทนท์การเมืองมันถอยหลังไปเรื่อยๆ
ที่สำคัญที่สุด คือทำให้รู้สึกว่า สิ่งที่ขาดหายไปจากสังคม ข่าว และโลกแห่งข้อมูล ก็คือ ข้อเท็จจริงที่ประชาชนควรจะได้รู้ หรือรู้แล้วมีประโยชน์ต่อชีวิต
ยกตัวอย่างเช่น แทนที่จะมานั่งตื่นเต้นกันว่านายกหนูไหว้ย่อ แล้ววิเคราะห์กันไปไหนต่อไหน ทำไมเราไม่โฟกัสกับเนื้อหาว่า นายกหนูกับนายกทักษิณคุยอะไรกัน? หรือจะโฟกัสในด้านบวกก็ยังได้ ว่าแม้จะอยู่คนละพรรคแต่นายกก็ยังไปเคารพผู้วายชนม์ เป็นต้น เช่นเดียวกันกับกรณีของคุณไอซ์กับคุณไชยชนก แทนที่เราจะโฟกัสว่า สองคนนี้คุยกันได้อย่างไร? อยู่ตรงข้ามกันไม่ใช่หรือ? กิ๊กกันหรือเปล่า? จนแฟนคลับบางคนถึงขั้นตีอกชกลมทำนองรับไม่ได้ เราควรจะมาสนใจเนื้อหาสาระว่าเขาคุยอะไรกัน จะดีกว่าหรือไม่? เพราะมันอาจเป็นทางออกของปัญหาบ้านเมืองก็เป็นได้ นี่ยังไม่นับเรื่องราวสรายวันอื่นๆ เช่น คุณเนวินใส่กางเกงขาสั้น สส.ใส่เสื้อแขนกุด และอื่นๆอีกมากมาย ที่โฟกัสกันเป็นวรรคเป็นเวรแต่ไม่ได้ประโยชน์อะไรต่อทั้งสมองและจิตใจ
วันนี้จึงอยากจะฝากไปถึงทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง นักการเมืองเองก็ควรสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ดี ถ้าปกติพูดคุยกันได้ ไม่ได้เกลียดกันปานจะฆ่ากันตุย ต่อหน้าสื่อก็ทำไปเถอะครับ จะได้เห็นว่าการเมืองไทยแม้จะตรงข้ามกันก็คุยกันได้ ไม่ต้องกลัวแฟนคลับตัวเองจนต้องแอ๊คเกลียดกันตลอดเวลา มันจะพาลทำให้การเมืองไทยมีแต่ภาพลบและอยู่ในวังวนแบบนี้ เหล่าแฟนคลับทั้งหลายก็กรุณาอย่าปั่นกันไปไกล รักใครชอบใครก็ขอให้อยู่ในเหตุและผลอันพอเหมาะพอควร อย่าปั่นกันจนเกินพอดี สื่อเองก็ควรจะให้ความสำคัญกับการกรองข่าว เรื่องบางเรื่องไม่ควรทำให้เป็นข่าวก็อย่าไปทำ ปล่อยๆไปบ้างก็ไม่เสียหายแต่อย่างใด บางทีเราไปให้ราคากับทุกสิ่ง สิ่งที่ไม่มีราคาก็จะมีราคาขึ้นมาได้เช่นกัน
ถ้าช่วยกันได้ คอนเทนท์การเมืองน่าจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้น น่าติดตาม และได้ประโยชน์มากกว่านี้
เอวัง








