ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
เมื่อเสียงไซเรนเตือนภัยเริ่มเงียบลง เมื่อขีปนาวุธหยุดพุ่งข้ามฟ้า และเมื่อผู้นำประเทศคู่ขัดแย้งกลับมานั่งโต๊ะเจรจากันอีกครั้ง หลายคนมักเข้าใจว่าสงครามได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง สงครามที่เงียบลงกับสันติภาพกลับไม่ใช่สิ่งเดียวกัน ตะวันออกกลางในช่วงเวลานี้กำลังสะท้อนความจริงดังกล่าวได้อย่างชัดเจนที่สุด วันนี้เรามาคุยเรื่องนี้กันครับ
หลังจากหลายเดือนแห่งการเผชิญหน้าระหว่างอิสราเอล อิหร่าน กลุ่มติดอาวุธในภูมิภาค และการเข้ามามีบทบาทโดยตรงของสหรัฐอเมริกา โลกเคยกังวลว่าความขัดแย้งครั้งนี้อาจขยายตัวเป็นสงครามระดับภูมิภาคครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่สงครามอิรัก แต่ในช่วงที่ผ่านมา สถานการณ์กลับเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์ในตะวันออกกลางเริ่มเปลี่ยนแปลงในช่วงที่ผ่านมา คือการที่สหรัฐอเมริกาและอิหร่านสามารถบรรลุความเข้าใจร่วมกันในหลักการผ่านการจัดทำบันทึกความเข้าใจ หรือ Memorandum of Understanding (MOU)
แม้ MOU จะไม่ใช่สนธิสัญญาสันติภาพ และไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเทียบเท่าข้อตกลงระหว่างประเทศอย่างเป็นทางการ แต่ในทางการเมืองระหว่างประเทศ MOU มักถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่นระหว่างคู่ขัดแย้ง และเป็นก้าวแรกก่อนจะพัฒนาไปสู่ข้อตกลงที่มีผลผูกพันในอนาคต
สาระสำคัญของ MOU ในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ระหว่างทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ อิหร่านแสดงความพร้อมที่จะกลับเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบโครงการนิวเคลียร์ภายใต้กรอบของประชาคมระหว่างประเทศ ขณะที่สหรัฐฯ ส่งสัญญาณผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรบางส่วน โดยเฉพาะในภาคพลังงาน รวมถึงสนับสนุนการเปิดเส้นทางการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซให้กลับสู่ภาวะปกติ
กล่าวได้ว่า MOU ฉบับนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความไว้วางใจระหว่างคู่ขัดแย้ง หากแต่เกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายตระหนักตรงกันว่า ต้นทุนของสงครามกำลังสูงเกินกว่าที่จะยอมรับได้
สำหรับอิหร่าน สงครามที่ยืดเยื้อย่อมหมายถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้น ขณะที่สหรัฐอเมริกาก็ไม่ต้องการเปิดแนวรบใหม่ในตะวันออกกลาง ท่ามกลางความท้าทายจากการแข่งขันกับจีนและความขัดแย้งในภูมิภาคอื่นของโลก ดังนั้น MOU จึงไม่ใช่เอกสารแห่งมิตรภาพ แต่อาจเป็นแค่เอกสารแห่งความ “จำเป็น” ทางยุทธศาสตร์
และนี่เองคือเหตุผลที่แม้สงครามจะเริ่มสงบลง แต่ยังไม่มีใครกล้าพูดว่าสันติภาพได้มาถึงแล้ว
ราคาน้ำมันในตลาดโลกเริ่มลดความผันผวน การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น และความเสี่ยงของสงครามใหญ่ที่อาจดึงมหาอำนาจเข้าสู่สนามรบเดียวกันก็ดูเหมือนจะลดลง หากมองเพียงผิวเผิน นี่อาจดูเหมือนข่าวดี แต่หากมองลึกลงไป จะพบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ “การหยุดยิง” ไม่ใช่ “สันติภาพ” ในทางทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นักวิชาการจำนวนมากแยกความแตกต่างระหว่าง Negative Peace และ Positive Peace
Negative Peace หรือ “สันติภาพทางลบ” หมายถึงภาวะที่ไม่มีการใช้ความรุนแรงทางกายภาพ ไม่มีการสู้รบ ไม่มีเสียงปืน หรือไม่มีการโจมตีทางทหารโดยตรง แต่ไม่ได้การันตีว่าสังคมนั้นมีความเป็นธรรมหรือปราศจากปัญหา
ส่วน Positive Peace หรือ “สันติภาพทางบวก” หมายถึงภาวะที่ต้นตอของความขัดแย้งได้รับการแก้ไขแล้ว มีความไว้วางใจระหว่างคู่ขัดแย้ง มีระบบความร่วมมือที่ยั่งยืน และไม่มีแรงจูงใจที่จะกลับไปใช้ความรุนแรงอีก หรือเรียกได้ว่าปราศจากความรุนแรงแล้วทุกรูปแบบโดยต้นตอของปัญหาได้รับการแก้ไข
เมื่อมองผ่านกรอบดังกล่าว ตะวันออกกลางในปัจจุบันอาจกำลังเคลื่อนเข้าสู่ “สันติภาพทางลบ” แต่ยังอยู่ห่างไกลจากสันติภาพทางบวกอย่างมาก สหรัฐอเมริกาและอิหร่านยังคงมองกันด้วยความหวาดระแวง
อิหร่านยังมองว่าสหรัฐฯ เป็นมหาอำนาจที่พยายามแทรกแซงกิจการภายในภูมิภาค ขณะที่สหรัฐฯ ยังคงกังวลต่อโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน รวมถึงบทบาทของกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากเตหะรานในหลายประเทศ ในอีกด้านหนึ่ง อิสราเอลยังคงมองว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติ ขณะที่อิหร่านก็ยังคงยึดจุดยืนสนับสนุนกลุ่มที่ต่อต้านอิสราเอลในหลายพื้นที่ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ต้นตอของความขัดแย้งยังคงอยู่เกือบทั้งหมด สิ่งที่เปลี่ยนไปคือคู่ขัดแย้งเลือกใช้การเจรจาแทนการยิงขีปนาวุธในช่วงเวลานี้เท่านั้น
ประวัติศาสตร์โลกได้พิสูจน์ให้เห็นมาแล้วหลายครั้งว่า การหยุดยิงไม่ได้หมายความว่าสงครามจบลง ไม่ว่าจะเป็นสงครามเกาหลี ความขัดแย้งระหว่างอินเดียและปากีสถาน หรือแม้แต่ตะวันออกกลางเอง บทเรียนที่สำคัญสำหรับเรื่องนี้ น่าจะเป็นคำกล่าวที่ว่า สงครามอาจหยุดได้ด้วยการเจรจา แต่สันติภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อสาเหตุของสงครามได้รับการแก้ไข
สำหรับประเทศไทย แม้จะอยู่ห่างจากตะวันออกกลางหลายพันกิโลเมตร แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นบทเรียนที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะในโลกยุคปัจจุบัน ความมั่นคงไม่ได้หมายถึงเพียงการมีกองทัพที่เข้มแข็ง หรืออาวุธที่ทันสมัยเท่านั้น หากแต่รวมถึงความสามารถในการป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งลุกลามจนกลายเป็นสงคราม และความสามารถในการเปลี่ยนศัตรูให้กลับมาเป็นคู่เจรจาอีกครั้ง และที่สำคัญที่สุดคือการทำให้เกิดสันติภาพที่เกิดจากการแก้ไขที่ต้นตอให้ได้
สงครามอาจกำลังสงบลง แต่สันติภาพยังไม่มาถึง และระหว่างสองสิ่งนี้ ยังมีระยะทางอีกไกลที่โลกต้องร่วมกันก้าวเดินต่อไป
เอวัง








