ร้อยเอก ดร.จารุพล เรืองสุวรรณ
รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการเมืองการปกครอง สถาบันพระปกเกล้า
โลกในช่วงห้าปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับพลังงาน พลังงานไฟฟ้ากลายสภาพจากตัวเลือกในอดีต มาสู่คู่แข่งสำคัญของพลังงานฟอสซิล เห็นได้จากการขยายตัวอย่างเห็นได้ชัดของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ที่ไม่ได้เป็นเพียงตัวเลือกเท่านั้น แต่กลับกลายเป็นกระแสหลักในตลาดรถยนต์ไม่ต่างกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมัน
การพัฒนาดังกล่าว ทำให้คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานน้ำมันไปสู่โลกที่ Dominate โดยเทคโนโลยีไฟฟ้า อย่างไรก็ดี เมื่อเกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะในตะวันออกกลางซึ่งเปรียบเสมือน “หัวใจของพลังงานโลก” โลกจึงได้ตระหนักว่าน้ำมันยังคงเป็นเส้นเลือดสำคัญของเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างที่ยังไม่มีอะไรมาทดแทนได้ในปัจจุบัน
แม้ในปัจจุบันจะมีการพูดถึงพลังงานสะอาด รถยนต์ไฟฟ้า หรือการลดการปล่อยคาร์บอน แต่ความจริงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ เศรษฐกิจโลกยังคงพึ่งพาน้ำมันอย่างมหาศาล เพราะน้ำมันยังคงเป็นพลังงานหลักทั้งในการขนส่ง การผลิตอุตสาหกรรม การบิน การเดินเรือ และอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นต้น ซึ่งที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจทั้งสิ้น โดยเฉพาะในมิติด้าน logistics ของสินค้าและบริการเกือบทั้งหมด
จะบอกว่า หากน้ำมันสะดุด เศรษฐกิจโลกก็สะดุดไปด้วย....ก็คงไม่ผิด
ปัจจุบันโลกใช้น้ำมันมากกว่า 100 ล้านบาร์เรลต่อวัน และส่วนสำคัญของปริมาณดังกล่าวยังคงมาจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีทั้งทรัพยากรพลังงานมหาศาลและความขัดแย้งทางการเมืองที่ซับซ้อน
หนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดของตลาดพลังงานโลกคือ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) หรือที่หลายคนเรียนกว่า “คอขวดพลังงานโลก” เพราะช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางที่น้ำมันประมาณ หนึ่งในห้าของโลก ต้องผ่านออกสู่ตลาดโลกทุกวัน ดังนั้น หากเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เส้นทางนี้หยุดชะงัก ไม่ว่าจะด้วยเหตุความขัดแย้งทางทหาร การเมือง หรือการปิดช่องแคบด้วยเหตุใดก็ตาม ผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกอาจเกิดขึ้นแทบจะทันที
ที่ผ่านมา เราเคยเห็นตัวอย่างมาแล้วหลายครั้ง ตั้งแต่วิกฤตน้ำมันในปี 1973 จนถึงเหตุการณ์ความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียหลายครั้งในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และนั่นทำให้ภูมิภาคตะวันออกกลางยังคงเป็น “จุดเสี่ยงเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจโลก
สงครามในครั้งนี้ จึงอาจทำให้โลกพบกับ วิกฤตพลังงานที่ไม่ได้กระทบแค่พลังงาน
หากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลกระทบจะไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ต้นทุนพลังงาน แต่จะส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วทั้งระบบเศรษฐกิจ ต้นทุนการขนส่งจะเพิ่มขึ้น ราคาสินค้าจะสูงขึ้น เงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้น กำลังซื้อของประชาชนจะลดลง
หลายครั้งในอดีต วิกฤตราคาน้ำมันยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลก
สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้เป็นประเทศผู้ใช้น้ำมันรายใหญ่ระดับโลก แต่เศรษฐกิจไทยยังคงพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง เมื่อราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ผลกระทบจะสะท้อนกลับมายังเศรษฐกิจไทยในหลายด้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นด้านราคาพลังงานภายในประเทศ ต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิตสินค้า ซึ่งจะลามไปกระทบราคาสินค้าและบริการ และแน่นอนกระทบต่อค่าใช้จ่ายของประชาชนในที่สุด นอกจากนี้ ภาคการขนส่ง การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรมอีกจำนวนมาก ล้วนเชื่อมโยงกับราคาพลังงานโดยตรง ดังนั้น แม้ประเทศไทยจะอยู่ห่างตะวันออกกลางหลายพันกิโลเมตร แต่แรงสั่นสะเทือนจากวิกฤติพลังงานที่อาจเกิดขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ก็สามารถเดินทางมากระทบประเทศไทยและเศรษฐกิจไทยได้อย่างรวดเร็ว
ดังนั้น จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเตรียมการรับมือ หนึ่งในสิ่งจำเป็นที่ต้องทำ คือการปรับวิธีคิด ว่าพลังงานไม่ใช่เพียง “สินค้าเศรษฐกิจ” เท่านั้น แต่ต้องมองมันเป็น “ประเด็นความมั่นคงทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ
หลายประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก บางประเทศถึงขึ้นใช้กำลังทหารรุกรานประเทศอื่นเพื่อเข้าไปควมคุมแหล่งน้ำมัน.... คุ้นๆ เนอะ
แม้โลกจะพูดถึงพลังงานสะอาดและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำมากขึ้นทุกปี แต่ในความเป็นจริง โลกยังคงอยู่ใน “ยุคน้ำมัน”และตราบใดที่น้ำมันยังคงเป็นเส้นเลือดของเศรษฐกิจโลก ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ก็จะยังคงสะท้อนผ่านราคาพลังงานอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สำหรับประเทศไทย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ราคาน้ำมันจะขึ้นหรือไม่” แต่คือ ประเทศไทยมีความพร้อมเพียงใด หากโลกเข้าสู่วิกฤตพลังงานครั้งใหม่ หรือนี่อาจเป็นวิกฤติที่ควรพลิกให้เป็น “โอกาส” โดยเฉพาะในการลดการพึ่งพาน้ำมัน แล้วหันมาพัฒนาเทคโนโลยีหรือระบบที่สอดคล้องกับพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น พัฒนา renewable energy ให้ได้มากขึ้น ใช้ได้มากขึ้น อย่างน้อยหากเกิดปัญหาอีก เราก็ยังพึ่งตนเองได้มากกว่าเดิม
#วิกฤติพลังงาน #พลังงานโลก #ราคาน้ำมัน #เศรษฐกิจไทย #StraitOfHormuz #พลังงานสะอาด #siamrathonline








