รศ. ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
ที่ปรึกษาอธิการบดี มหาวิทยาลัยสวนดุสิต
ประเทศไทยกำลังเผชิญกับ “พายุหลายมิติ” ทั้งจากสงครามภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นถึง 30% และดันเงินเฟ้อแตะระดับ 2.9% “เบาะรองรับแรงกระแทก” ของเศรษฐกิจไทยที่เคยหนาแน่นกลับค่อยๆ บางลงจากการวิกฤตกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่ยังไม่ทันได้ฟื้นตัว ขณะเดียวกัน ภาครัฐจำเป็นต้องทุ่มเทงบประมาณและเงินกู้กว่า 4 แสนล้านบาทเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการอย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อประคองค่าครองชีพของประชาชนและพยุงวิสาหกิจชุมชน ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจนี้ มหาวิทยาลัยไทยที่เคยเป็นเสาหลักทางปัญญาของชาติก็กำลังเผชิญกับวิกฤตของตนเองอย่างหนักเช่นกัน โดยเฉพาะวิกฤตเด็กเกิดใหม่ลดลงซึ่งนำไปสู่การหดตัวของเงินอุดหนุนจากรัฐ
ยามที่ประเทศต้องการทางรอด มหาวิทยาลัยต้องมีบทบาทอย่างไร? เพื่อช่วยกู้วิกฤต และมหาวิทยาลัยเองจะพาตนเองให้รอดพ้นจากการล่มสลายไปอย่างไร? ภารกิจของมหาวิทยาลัยกับการนำพางสังคมให้รอดจากวิกฤตซ้อนวิกฤต เช่น
1. ก้าวออกจาก "หอคอยงาช้าง" สู่ "ขุมพลังแก้ปัญหาโครงสร้างประเทศ" ที่ผ่านมา โครงสร้างมหาวิทยาลัยไทยมีความคล้ายคลึงกับ "มหาวิทยาลัยนาลันทา" ในอดีต คือการพึ่งพิงการอุปถัมภ์จากรัฐอย่างแนบแน่น เมื่ออำนาจรัฐเปลี่ยน หรือรัฐขาดงบประมาณ สถาบันที่ขาดแรงจูงใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ก็เสี่ยงที่จะล่มสลาย มหาวิทยาลัยต้องเปลี่ยนเป้าหมายจากการแค่ผลิตบัณฑิตมาเป็น "ผู้สร้างองค์ความรู้ใหม่" ที่แก้ปัญหาประเทศได้จริง
ตัวอย่างเช่น ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่กระทบดุลการค้า มหาวิทยาลัยสามารถนำงานวิจัยมาผลักดันนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว หรือสนับสนุนด้านนวัตกรรมพลังงานทางเลือกเพื่อให้เกิดโครงการอย่าง "โซลาร์เซลล์คนละครึ่ง" นอกจากนี้ ในสภาวะที่โลกกำลังทำสงครามเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยต้องเร่งพัฒนากำลังคนด้าน AI และอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็น "เครื่องยนต์เดียว" ที่ยังคงช่วยขับเคลื่อนภาคการส่งออกของไทยให้เติบโตได้ท่ามกลางความขัดแย้ง
2. พลิกวิกฤตด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) เพื่อให้อยู่รอดข้ามกาลเวลา มหาวิทยาลัยควรเรียนรู้จาก "มหาวิทยาลัยอัล-การอวียีน" (University of al-Qarawiyyin) สถาบันการศึกษาที่ตั้งอยู่ในเมืองเฟซ ประเทศโมร็อกโก ก่อตั้งเมื่อปี ค.ศ. 859 โดยหญิงชื่อ ฟาติมา อัล-ฟิห์รี (Fatima al-Fihri) และได้รับการยอมรับจาก UNESCO และ Guinness World Records ว่าเป็น “มหาวิทยาลัยที่เปิดดำเนินการต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลก” และมหาวิทยาลัยอยู่รอดมาได้กว่าพันปีด้วยเงินทุน
จิตสาธารณะ
ยุคที่ผู้คนและภาคธุรกิจกำลังเดือดร้อน มหาวิทยาลัยต้องแสดง ‘ความรับผิดชอบต่อสังคม’ โดยการนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และงานวิจัย ลงมาคลุกคลีเพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า SME และสินค้าเกษตรในระดับชุมชนให้มีมาตรฐาน ซึ่งจะสอดรับไปกับโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐอย่างไทยช่วยไทยพลัส เมื่อมหาวิทยาลัยสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นที่พึ่งพิงและเป็นกลไกที่ช่วยยกระดับชีวิตคนในสังคมได้จริง ทุนสาธารณะ ความศรัทธา และการสนับสนุนจากภาคเอกชนก็จะไหลเข้ามาหล่อเลี้ยงมหาวิทยาลัยให้เติบโต โดยไม่ต้องรอคอยเพียงพึ่งพาเงินอุดหนุนจากรัฐที่กำลังลดลง
3. สร้างความยืดหยุ่นและการปรับตัวที่ฉับไว (Agility & Flexibility) ในโลกที่พายุแห่งความไม่แน่นอนนี้จะดำเนินต่อไปอีกอย่างน้อย 2 ปีครึ่ง มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้มีความยืดหยุ่นและเป็นอิสระแบบ "โมเดลโบโลญญา" ที่ขับเคลื่อนด้วยการตอบสนองต่อผู้เรียนและกลไกตลาด
รูปแบบการเรียนการสอนต้องมีความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ผกผันได้อย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยไม่สามารถรอดำเนินการตามกรอบเวลาเดิม ๆ ได้อีกต่อไป แต่ต้องเร่งสร้างทักษะใหม่ ๆ ให้คนวัยทำงาน และเป็นพื้นที่แห่งความคิดสร้างสรรค์ที่ช่วยชี้แนะแนวทางให้ประชาชนสามารถบริหารจัดการชีวิตให้ "เบาที่สุด" เพื่อเอาตัวรอดในสภาวะข้าวยากหมากแพง
4. วางรากฐานความมั่นคง 5 มิติ และเป็น "แม่เหล็ก" ดึงดูดการลงทุนแห่งอนาคต นอกเหนือจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและสร้างความยืดหยุ่นแล้ว มหาวิทยาลัยยังมีบทบาทสำคัญในการวางรากฐานระยะยาวเพื่อรับมือกับความผันผวนของโลกที่ยังคงดำเนินต่อไป ภาคธุรกิจได้ประเมินทิศทางรอดของประเทศว่า ไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมในยุทธศาสตร์ 5 ด้านหลัก ได้แก่ อาหาร ยา พลังงาน การขนส่งในภูมิภาค และความปลอดภัย
มหาวิทยาลัยต้องสวมบทบาทเป็น "สถาบันวิจัยและพัฒนาของชาติ" เพื่อสร้างความมั่นคงในมิติเหล่านี้ ยิ่งไปกว่านั้น การจะยกระดับเศรษฐกิจไทยให้หลุดพ้นจากสภาวะซึมตัวและก้าวกระโดดไปสู่การเติบโตระดับ 4-5% ได้นั้น จำเป็นต้องพึ่งพาการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูงและอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยต้องเร่งทลายข้อจำกัดเดิม ๆ และแก้ปัญหา "การขาดแรงจูงใจเชิงระบบ" เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขันทางวิชาการและการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เมื่อมหาวิทยาลัยสามารถผลิตกำลังคนทักษะสูงได้ตรงตามความต้องการของโลก สถาบันอุดมศึกษาก็จะเป็น "แม่เหล็ก" ชิ้นสำคัญที่ดึงดูดการลงทุน และช่วยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ
การเผชิญหน้ากับ "วิกฤตซ้อนวิกฤต" ครั้งนี้ คือบททดสอบครั้งสำคัญของสถาบันอุดมศึกษา มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดและข้ามกาลเวลาไปได้ ไม่ใช่ด้วยการรักษาสถานะเดิม แต่ต้องเป็นกลไกสำคัญที่สร้างความรู้ใหม่ มีความคิดสร้างสรรค์ และ
ยืนหยัดเคียงข้างสังคม เมื่อนั้นมหาวิทยาลัยจะเป็น “เกราะคุ้มกัน" ที่คอยพยุงประเทศให้ก้าวข้ามทุกความผันผวนอย่างยั่งยืนต่อไปครับ








