การจับกุมผู้ต้องหาในคดีโกงสอบข้าราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งเป็นอดีตหัวหน้าคณะทำงานรายหนึ่งในรัฐบาลปัจจุบัน สะท้อนภาพ “ระบบอุปถัมภ์” ที่กลายเป็นกลไกให้คนเหล่านี้เข้ามาใช้ตำแหน่งทางการเมืองแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์
ล่าสุด อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ตำหนิการแต่งตั้งคณะทำงานแบบล้นทะลักกระทรวง 20-30 คนว่า บ้าไปแล้ว พร้อมสั่งคัดกรองทีมงานและคณะทำงานรัฐมนตรีอย่างเข้มงวด โดยประกาศชัดเจนว่าทำเนียบรัฐบาลไม่ใช่สถานที่ตอบแทนบุญคุณ
คำถามสำคัญคือ ในฐานะผู้นำรัฐบาล การสั่ง “กองบุญคุณไว้ตรงนั้น” และสแกนเข้มประวัติคณะทำงาน จะเพียงพอหรือไม่กับการหยุดยั้งวงจรอุบาทว์นี้?
ก่อนอื่นต้องยุติกลไกการแต่งตั้งคณะทำงานแบบไร้ขีดจำกัดเพื่อตอบแทนหัวคะแนนหรือต่างตอบแทนทางการเมือง กำหนด “เพดาน” จำนวนคณะทำงานต่อหนึ่งกระทรวงให้ชัดเจน และผู้ที่จะเข้ามาต้องระบุขอบเขตงานและดัชนีชี้วัด (KPI) ไม่ใช่ให้มาชุบตัว เอาบารมีไปหากินกับงบประมาณหรือแทรกแซงระบบสอบชิงเก้าอี้ข้าราชการ
ยิ่งในยุคดิจิทัล การตรวจสอบประวัติ บัญชีทรัพย์สิน รวมถึงผลประโยชน์ทับซ้อนสามารถทำได้ง่ายขึ้น คณะทำงานทางการเมืองทุกคนต้องเปิดเผยและโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้จากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้เกิดข้ออ้างของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงว่าไม่รู้และไม่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ไม่เพียงคณะทำงานของรัฐมนตรี แต่รวมไปถึงคณะทำงานของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. หรือกรรมการองค์กรอิสระ กระทั่งผู้เกี่ยวข้องในคณะกรรมาธิการก็สมควรที่จะต้องมีการสังคยานากันทั้งหมด ไม่ปล่อยให้นายทุนและพวกพ้องแฝงตัวมาหากินในระบบ สร้างกลไกมือไม้หาผลประโยชน์ส่วนตัวหรือส่งต่อตัวการใหญ่ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางการเมืองที่ดีของประเทศไทย
#บทบรรณาธิการสยามรัฐ #โกงสอบท้องถิ่น #ระบบอุปถัมภ์ #ล้างบางคณะทำงานรัฐมนตรี #การเมืองไทย #ปราบทุจริต








