การที่สหรัฐฯ หยิบยกประเด็นเรื่องการป้องกันไม่ให้อิหร่านเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ มาเป็นเกราะบังหน้าในการเดินหน้าใช้กำลังทางทหาร หลังจากที่การเจรจาสันติภาพล้มเหลวนั้น ผมมองว่าเป็นกลยุทธ์การสื่อสารที่แยบยลในเชิงจิตวิทยามวลชนอย่างยิ่งครับ เพราะการพูดถึงเรื่องอาวุธนิวเคลียร์มันอาจจะดูไกลตัวเกินไปสำหรับคนเดินถนนทั่วไป แต่พอเปลี่ยนมาพูดเรื่องต้นทุนการขนส่งและราคาพลังงานที่จะมากระทบกระเป๋าเงินของคนทั้งโลก มันกลับสร้างแรงสั่นสะเทือนและความรู้สึกร่วมได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ซึ่งเป้าหมายที่แท้จริงก็เพื่อบีบให้พันธมิตรที่เคยเพิกเฉยต้องยอมกลับเข้ามาสู้ร่วมกันอีกครั้ง
แต่ถ้าเราลองถอยออกมามองให้เห็นภาพกว้าง ตรรกะนี้มันค่อนข้างย้อนแย้งอยู่มากครับ เมื่อเราไล่มองไปที่ต้นตอของความตึงเครียดจริงๆ มันเกิดมาจากการกดดันขั้นสูงสุดของฝั่งสหรัฐฯ เองนั่นแหละ ที่ไปบีบให้เจ้าของพื้นที่อย่างอิหร่านต้องยอมควักไพ่ใบสุดท้ายออกมาใช้ในฐานะผู้คุมเกมทางภูมิศาสตร์ ในโลกของคนทำงานด้านข่าวกรองและความมั่นคงอย่างเราๆ เรารู้ดีว่า "ความจริง" มักจะมีหลายชุดเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเลือกสื่อสารมุมไหนออกมา การอ้างว่าทำเพื่อโลกในขณะที่เป้าหมายหลักคือการสยบศัตรูทางการเมือง แล้วพยายามสวมบทบาทเป็นกรรมการเพื่อลงโทษฝ่ายตรงข้ามที่ขัดขืน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลยสำหรับประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา
แต่ในยุคที่เราอยู่ในโลกดิจิทัลที่ทุกวาทกรรมทิ้งร่องรอยไว้ตลอดเวลา การมองให้เห็น "ความจริงที่ถูกจัดฉาก" จึงกลายเป็นทักษะที่สำคัญมากครับ เพื่อไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อของวาทกรรมที่พยายามอ้างมนุษยธรรม ทั้งที่เนื้อในแท้จริงคือการช่วงชิงอำนาจนำในเวทีโลก การปิดล้อมทางยุทธศาสตร์ครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นไปเพื่อความสงบสุขหรือผลประโยชน์ด้านพลังงานของโลกอย่างที่ปากว่า แต่ในความเป็นจริง เมื่อชาวโลกเริ่มเห็นชัดขึ้นว่าต้นเหตุมาจากความขัดแย้งของคนสองคน แต่กลับเอาเศรษฐกิจโลกทั้งใบมาเป็นตัวประกัน ความน่าเชื่อถือในบทบาทผู้นำของสหรัฐฯ ก็ย่อมจะลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ แต่ผู้นำสหรัฐฯคงไม่สน
#ช่องแคบฮอร์มุซ #อิหร่าน #สหรัฐอเมริกา #เบื้องหลังข่าว #ความมั่นคงโลก #วิเคราะห์การเมือง







