การที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นแบบก้าวกระโดดถึง 6 บาทต่อลิตรทุกชนิดเช่นนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อค่าครองชีพของประชาชน คือผลลัพธ์ของ "การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการอุดหนุน" ซึ่งมักเป็นดาบสองคม
จากนโยบายเตะถ่วงและการอั้นราคา... รัฐบาลมักเลือกใช้วิธีนี้เพื่อลดแรงเสียดทานทางการเมืองในระยะสั้น แต่เมื่อกลไกตลาดโลกบีบคั้นจนไม่สามารถแบกรับภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้อีกต่อไป ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงรุนแรงกว่าการปรับขึ้นเป็นขั้นบันได เปรียบเสมือนการสะสมแรงดันในหม้ออัดแรงดัน
การปล่อยให้เกิดการกักตุนสินค้า สะท้อนถึงการขาดมาตรการควบคุมที่มีประสิทธิภาพและวิกฤตการสื่อสาร ในขณะที่ราคายังถูกอยู่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำและสร้างความปั่นป่วน ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลควรตระหนักว่า "พลังงานคือเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจ" การบริหารงานแบบรัฐอุปถัมภ์ที่ขาดการมองการณ์ไกล ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อค่าครองชีพ แต่กำลังทำลายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ที่สำคัญ... น้ำมันคือยุทธปัจจัยหลักในการทำสงครามและการขับเคลื่อนเครื่องจักรกลทางการทหาร ในสถานการณ์ที่อาจเกิดการสู้รบแนวชายแดน หรือการรับมือผลกระทบระดับภูมิภาค
ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ ชัดเจนแล้วว่ารัฐไม่สามารถกำหนดนโยบายได้ แม้กระทรวงการคลังจะเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ก็ตาม อาจถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่จะต้องตัดสินใจดึงกิจการพลังงาน ทั้งน้ำมันและไฟฟ้า กลับมาเป็นของรัฐโดยตรง!?? ไม่เช่นนั้น... ปัญหาในวันนี้ก็จะกลายเป็นระเบิดเวลา และวนลูปกลับมาทำลายประเทศอีกในอนาคต
#น้ำมันแพง #กองทุนน้ำมัน #เศรษฐกิจไทย #ทวงคืนปตท #พลังงานไทย #วิกฤตค่าครองชีพ







