โบราณท่านว่าไว้ "ประเพณีตีงูให้หลังหัก มันก็มักทำร้ายภายหลัง" คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชาตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา
ในโลกของการทูตและการเมืองระหว่างประเทศ การแก้ปัญหาแบบครึ่งๆ กลางๆ หรือการชิงความได้เปรียบเพียงเพื่อผลประโยชน์ระยะสั้นในสมัยเลือกตั้ง มักจะทิ้ง "ปัญหา" ไว้ให้เราต้องตามแก้ในวันที่งูตัวเดิมนั้นฟื้นตัว
ความตึงเครียดที่เริ่มก่อหวอดขึ้นอีกครั้งหลังการเลือกตั้งปี 2569 นี้ ไม่ได้เกิดจากความบังเอิญ แต่มันคือผลพวงของการจัดการปัญหาเขตแดนและทรัพยากรที่ "ค้างคา" มาตั้งแต่อดีต เมื่อใดที่มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ หรือต้องการสร้างกระแสชาตินิยมเพื่อกลบปัญหาภายใน งูตัวเดิมที่ถูกตีจนหลังหักแต่ไม่ตาย ก็พร้อมจะแว้งกัดเราได้เสมอ
เมื่อกัมพูชาเริ่มยั่วยุ นั่นสะท้อนว่าเขามีความพร้อมที่จะก่อศึกปะทะกับไทยได้ทุกเมื่อ การกระชับอำนาจใหม่หลังเลือกตั้งจึงน่าจับตาอย่างยิ่ง ทำให้การจัดระเบียบชายแดนมีความเข้มงวดขึ้น จนกระทบต่อเศรษฐกิจปากท้องของชาวบ้านที่พึ่งพาการค้าชายแดน
ในฐานะผู้เขียนที่เฝ้ามองความสัมพันธ์นี้มานาน จึงอยากจะเตือนว่า การ "ตีงู" ในที่นี้อาจไม่ได้หมายถึงการใช้ความรุนแรงหรือวาทกรรมสาดโคลนใส่กัน ซึ่งสุดท้ายแล้วไม่มีใครชนะอย่างเด็ดขาด ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นเชื้อไฟที่รอวันปะทุในอนาคต
ทางออกจึงไม่ใช่การตีงูให้ตาย... แต่คือการ "รื้อพงหญ้า" หรือกำจัดเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความขัดแย้งต่างหาก
#กัมพชา #ชายแดน #การเมือง







