"ยามรักน้ำต้มผักก็ว่าหวาน"
วลีตัดพ้อจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ผู้นำจิตวิญญาณของพรรคกล้าธรรม
เมื่อต้องพบเจอกับเงื่อนไขตั้งกำแพงในการเข้าร่วมรัฐบาล
แม้จะเคยเป็นอดีตพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันมาก่อน
ในขณะที่อีกด้านหนึ่งคือ พรรคเพื่อไทยที่เคยขัดแย้งกับพรรคภูมิใจไทยอย่างรุนแรง
จนฝ่ายหลังลาออกจากการร่วมรัฐบาล มาวันนี้มีข่าวจำเป็นต้องมาจับมือกันจัดตั้งรัฐบาล
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนวาทกรรมอมตะที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร”
ที่เป็นกลไกการแสวงหาและรักษาอำนาจในระบอบรัฐสภาไทย
ความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองและพรรคการเมือง
ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยจุดยืนทางอุดมคติเพียงอย่างเดียว
ในสายตาของคนข่าวที่เห็นเบื้องหลังการเจรจา
ความไว้วางใจในทางการเมืองไทยไม่ได้เกิดจากความเลื่อมใสในตัวบุคคล
แต่มันคือ "ความไว้วางใจเชิงอำนาจ"
การจับมือกันของอดีตคู่ขัดแย้งมักเกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไข 3 ประการคือ
การมีศัตรูร่วม เมื่อมีภัยคุกคามใหม่ที่อาจทำลายฐานอำนาจของทั้งสองฝ่าย
คู่แค้นในอดีตย่อมพร้อมจะ "พักรบ" เพื่อสกัดกั้นผู้มาใหม่
คณิตศาสตร์การเมือง เมื่อตัวเลขที่นั่งในสภาคือตัวกำหนดสิทธิในการบริหาร
อุดมการณ์ที่เคยประกาศไว้มักถูกลดทอนความสำคัญลงเพื่อแลกกับการเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาล
และสุดท้ายคือข้อตกลงต่างตอบแทน
การจัดสรรทรัพยากรและตำแหน่งรัฐมนตรีคือ "หลักประกัน" ที่จับต้องได้มากกว่าคำมั่นสัญญา
หากจะบอกว่านักการเมืองลืมความเจ็บปวดในอดีตได้ทั้งหมดคงเป็นการมองโลกในแง่ดีเกินไป
ในประวัติศาสตร์ "ความแค้นถูกเปลี่ยนรูปไปเป็นเครื่องต่อรอง"
การนิ่งสงบในขณะที่ร่วมรัฐบาลกันอาจไม่ใช่การให้อภัย
แต่เป็นการรอคอยจังหวะที่ "กติกา" หรือ "กระแสลม" เปลี่ยนทิศทาง
เมื่อใดที่ฝ่ายหนึ่งเพลี่ยงพล้ำหรือหมดประโยชน์
ความแค้นที่ถูกซุกไว้ใต้พรมจะถูกนำมาใช้เป็นอาวุธในการเช็คบิลทางการเมือง!!
การเมืองไทยคือศิลปะของการประนีประนอม
ความสัมพันธ์ข้ามขั้วที่เราเห็นในปัจจุบันอาจมองได้ว่าเป็น "วิวัฒนาการ" เพื่อความอยู่รอด
หรือ "วิกฤตศรัทธา" ของระบบพรรคการเมืองก็เป็นได้
แต่อย่าได้วางใจว่าการจับมือนั้นจะยืนยง เพราะผลประโยชน์เท่านั้นคือนิรันดร์
#การเมืองไทย #ธรรมนัส #เพื่อไทย #ภูมิใจไทย #ไม่มีมิตรแท้ศัตรูถาวร #จัดตั้งรัฐบาล #กล้าธรรม







