ก่อนยุบสภาพวกเขาเคยจับมือกัน โดยพรรคประชาชนยกมือสนับสนุนให้ อนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีมาแล้ว
ทว่าในบรรยากาศการเลือกตั้งเวลานี้ สถานการณ์ระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยกำลังขับเคี่ยวกันอยู่นั้น เราจะเห็นภาพของ "แม่น้ำสองสี" ที่ไหลมารวมกันได้ยากยิ่ง เนื่องจากทั้งสองพรรคเปรียบเสมือนตัวแทนของขั้วอุดมการณ์ที่ต่างกันอย่างสุดโต่ง
ฝั่งหนึ่งชูธงการปฏิรูปโครงสร้างและเสรีนิยมก้าวหน้า ในขณะที่อีกฝั่งเน้นการประนีประนอมเชิงอำนาจและปกป้องสถาบันหลักอย่างเหนียวแน่น ความขัดแย้งนี้ชัดเจนที่สุดในประเด็นการแก้ไขมาตรา 112 ซึ่งพรรคภูมิใจไทยใช้เป็น "กำแพงเหล็ก" ประกาศไม่ร่วมสังฆกรรมกับพรรคประชาชนมาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม เสน่ห์ของการเมืองไทยคือความ "ไม่แน่นอน" ที่มักเกิดขึ้นหลังการนับคะแนนเลือกตั้งสิ้นสุดลง หากมองข้ามกำแพงอุดมการณ์ไปสู่เกมอำนาจในอนาคต ความเป็นไปได้ที่จะเห็นทั้งสองพรรคจับมือกันอาจเกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ "ภาคบังคับ"
เช่น หากผลการเลือกตั้งปี 2569 ออกมาในลักษณะที่ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากเด็ดขาด พรรคประชาชนในฐานะพรรคอันดับหนึ่ง (ตามการคาดการณ์ของโพล) อาจจำเป็นต้องหาพันธมิตรอย่างภูมิใจไทย ซึ่งนั่นอาจทำให้พวกเขาต้องใช้เทคนิคทางการเมือง ยอมให้ภูมิใจไทยได้บริหารกระทรวงเกรดเอและรักษาฐานอำนาจเดิมไว้
ทว่าในสายตาของมวลชน การร่วมมือกันเช่นนี้เปรียบเสมือนดาบสองคม พรรคประชาชนอาจสูญเสียศรัทธาจากฐานเสียงที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงอย่างสุดซอย ในขณะที่ภูมิใจไทยก็อาจถูกตั้งคำถามจากฝั่งอนุรักษนิยมถึงความสม่ำเสมอในจุดยืน
ทว่าที่สำคัญที่สุดคือ ความไม่ไว้วางใจต่อพรรคประชาชนเกี่ยวกับนโยบายมาตรา 112 อาจเป็นปราการสำคัญที่ปิดตายการจับขั้ว “ส้ม+น้ำเงิน”
#พรรคภูมิใจไทย #พรรคประชาชน #เลือกตั้ง #การเมือง #มาตรา112







