นาทีนี้ การเมืองร้อนแรงแทบทุกทาง ทั้งคดีฮั้วสว.ที่นับถอยหลัง รอว่า “กกต.” จะมีมติออกมาทางไหน จะฟันยกเข่ง “229 คน” ตามที่ ฝ่ายค้านและไอลอว์คาดหวังเอาไว้หรือไม่ ยังต้องรอลุ้นไม่เกิน 31 ส.ค.69 นี้ แต่ปรากฏว่า ก่อนจะไปถึงวันชี้ชะตา คดีฮั้วสว. กลับเกิดเค้าลางว่าเกมภาคสนาม ทวีความดุเดือดนำร่องไปก่อน โดยที่ไม่ต้องรอมติจากกกต.
เกมตามล่า “มือมืด” ปล่อยเอกสารลับจากการสืบสอบสวนคดีฮั้วสว.ที่เกี่ยวข้องกับเส้นเงิน ที่หลุดออกมาจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) กลายเป็น “โจทย์ใหม่” ที่กำลังสะท้อนให้เห็นว่า แม้ เจ้ากระทรวงยุติธรรม จะถูกส่งตรงมาจาก “บ้านใหญ่บุรีรัมย์” แต่กลับถูกท้าทาย จากคนใน จนทำให้ “เอกสารลับ” ไปถึงมือ พรรคประชาชนและ “ยิ่งชีพ อัชฌานนท์” ผอ.ไอลอว์
ดังนั้น สิ่งที่พรรคภูมิใจไทย อาจต้องประเมินเกมนี้กันใหม่คือความเชื่อมั่นว่า วันนี้สีน้ำเงินคุมได้ทุกกระทรวง เหมือนกับที่กระทรวงมหาดไทย จริงหรือไม่
ข้อมูลลับที่หลุดไปถึงมือยิ่งชีพ และพรรคประชาชน ถูกเปิดเผยอย่างต่อเนื่อง ทั้งพยานบุคคล ไปจนถึง “ใคร” โทรหา “ใคร” มีแกนนำและรัฐมนตรีคนไหน ของพรรคภูมิใจไทย อยู่ที่กลุ่มที่พวกเขากำลังเรียกร้องให้กกต.ต้องมีมติชี้มูล ความผิด ไปพร้อมๆกับ กลุ่มสว. รวมแล้ว 229ชีวิต แยกเป็น สว.138 คนและนักการเมืองของพรรคภูมิใจไทย ตลอดจนเครือข่ายอีก 91 คน ตามมติของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 ของกกต.
อย่างไรก็ดี เมื่อพรรคฝ่ายค้าน -ไอลอว์ และกลุ่มสว.สำรอง พากันเคลื่อนไหวเพื่อ กดดัน กกต. ก่อนที่จะไปถึงการมีมติชี้ขาดออกมา เท่ากับว่าเวลานี้ “ทุกแรงกดดัน” จึงไปเทน้ำหนักอยู่ที่ “กกต.” ซึ่งแน่นอนว่า กกต.เองยังถูกมองด้วยความไม่เชื่อมั่น ถูกกล่าวหาว่าเป็น กกต.สีน้ำเงิน มีต้นทางมาจาก สว.สีน้ำเงิน ซึ่งสว.สีน้ำเงินในวุฒิสภา ก็มีความเชื่อมโยงกับพรรคสีน้ำเงิน นั่นเอง
น่าสนใจว่า ทั้งไอลอว์ พรรคประชาชน และสว.สำรอง ต้องการ กดดันกกต.เพื่อให้ "สั่งฟ้อง” จากนั้นให้ส่งเรื่องไปยัง “ศาลฎีกา” เพื่อให้พิจารณาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ในรายที่พบว่ากระทำความผิดในกระบวนการฮั้วสว.
แน่นอนว่าผลจากคำพิพากษาของศาลฎีกา หากออกมาในทางร้ายแรงที่สุด นั่นคือ ศาลพิพากษาให้จำคุก สำหรับผู้ที่เป็น สว. หรือ สส. หากต้องคำพิพากษาให้จำคุก หรือถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ก็จะพ้นจากตำแหน่ง สว. หรือ สส. ตามมา
เมื่อผลลัพธ์ ที่อาจจะออกมาในทางร้ายแรงเช่นนี้ ย่อมกระทบต่อพรรคภูมิใจไทย เนื่องจากตามรายชื่อรัฐมนตรีและแกนนำของพรรค เข้าไปเกี่ยวข้องด้วยกันหลายคน ดังนั้นภาพที่เกิดขึ้นเวลานี้คือการ นอกเหนือไปจากการหยิบเอาตัวบทกฎหมายขึ้นมาต่อสู้ หักล้างกันเองแล้ว อย่าลืมว่า “เดิมพัน” ของพรรคภูมิใจไทยนั้นค่อนข้างสูง และสุ่มเสี่ยงมากกว่าใคร
ขณะเดียวกันอย่าลืมว่า มติชี้ขาด ณ เวลานี้ยังอยู่ที่กกต. เพราะหาก กกต. พิจารณา “สั่งไม่ฟ้อง” คดีฮั้วเลือก สว. ที่สืบสวนไต่สวนกันมา จนเป็นมหากาพย์ จะตกไป ไปไม่ถึงศาล ซึ่งหากเป็นเช่นนั้น พรรคสีน้ำเงิน จะรอด แต่กกต.จะตกอยู่ในสถานการณ์คับขันแทน
แต่หากจะส่งเรื่องไปถึง ศาลฎีกา นั่นหมายความว่า พรรคภูมิใจไทย ต้องไปลุ้นระทึกกันเอาเอง ว่าคำวินิจฉัยจะออกมาหน้าไหน แต่อย่าลืมว่า ก่อนหน้านี้ “แกนนำ” พรรคภูมิใจไทย หลายต่อหลายคนก็เคย “แพ้ทาง” ศาลฎีกา กันมาแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นคดีเสียบบัตรแทนกัน คดีรุกที่ป่าที่ปราจีนบุรี รุกป่าเขาใหญ่ ปิดท้ายที่ ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม ที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ว่ามีความาผิดคดีซุกหุ้นบุรีเจริญ จนทำให้ต้องพ้นจากเก้าอี้รัฐมนตรี เมื่อปี2566 มาแล้ว








