เสียงไชโยโห่ร้องต้อนรับเม็ดเงินลงทุนต่างชาติระลอกใหม่ดังกระหึ่มไปทั่วทำเนียบรัฐบาล ตัวเลขหลายแสนล้านบาทจากการตบเท้าเข้ามาตั้ง "ศูนย์ข้อมูล" หรือ Data Center ของบิ๊กเทคระดับโลก ถูกตีฆ้องร้องป่าวว่านี่คือตั๋วใบสำคัญที่จะพาไทยพุ่งทะยานสู่การเป็นฮับดิจิทัลของภูมิภาค
ข่าวดีเหล่านี้ทำให้ใจพองโต แต่หากถอยขยับออกมามองให้ลึกซึ้งถึงโครงสร้างเศรษฐกิจและการเมือง เราอาจต้องตั้งสติแล้วถามตัวเองเบาๆ ว่า “งานเลี้ยงครั้งนี้... ใครคือคนจ่ายบิลที่แท้จริง?”
ตลกร้ายประการแรกซ่อนอยู่ในบิลค่าไฟ หลายคนคงสงสัยว่า ประเทศไทยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองล้นระบบจนเราต้องควักกระเป๋าจ่าย "ค่าความพร้อมจ่าย" ทิ้งขว้างกันอยู่ทุกเดือน แล้วทำไมถึงยังมีเสียงเตือนว่าไฟจะไม่พอป้อนอุตสาหกรรมใหม่
ความจริงที่กระอักกระอ่วนคือ กลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ถูกมัดด้วยพันธสัญญาต้านโลกรวน (RE100) สิ่งที่พวกเขาต้องการคือ "ไฟฟ้าสีเขียว" ที่สะอาดบริสุทธิ์ ไม่ใช่ไฟที่ปั่นขึ้นจากก๊าซธรรมชาติหรือถ่านหินแบบที่เรามีล้นเหลือ และด้วยธรรมชาติของศูนย์ข้อมูลที่ต้องรันเซิร์ฟเวอร์เต็มสูบตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุดพัก กำลังไฟมหาศาลจึงถูกดูดกลืนอย่างรวดเร็วจนน่าใจหาย
เรื่องราวมิใช่จบแค่เฉดสีของไฟฟ้า เม็ดเงินลงทุนเหล่านี้ไม่ได้กระจายตัวอย่างเท่าเทียม แต่เลือกลงหลักปักฐานแบบกระจุกตัวเฉพาะในพื้นที่ยุทธศาสตร์ แม้ภาพรวมระดับชาติจะมีไฟเหลือเฟือ แต่สายส่งและสถานีไฟฟ้าย่อยในพื้นที่นั้นๆ อาจรองรับการดึงไฟพร้อมกันระดับนี้ไม่ไหว และรัฐบาลยังตอบไม่ชัดเจนว่า ถ้าต้องควักงบมหาศาลเพื่ออัปเกรดโครงข่ายและสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดเพื่อป้อนกลุ่มทุนโดยเฉพาะ ต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานราคาแพงลิ่วก้อนนี้จะไปตกอยู่ที่ไหน หากไม่มีการแยกโครงสร้างราคาให้รัดกุม ภาระทั้งหมดอาจถูกผลักกลับมาซ่อนอยู่ในค่า FT ให้ประชาชนตาดำๆ ต้องก้มหน้าแบกรับกันต่อไป
ลองพลิกไปดูผลพลอยได้ทางเศรษฐกิจกันบ้าง การแจกสิทธิประโยชน์ทางภาษีอย่างเต็มพิกัดแลกมาด้วยเม็ดเงินลงทุนหลักแสนล้าน ทว่า ในโลกความเป็นจริง อุตสาหกรรมนี้ขับเคลื่อนด้วยระบบอัตโนมัติขั้นสูง การจ้างงานคนในพื้นที่แทบจะนับหัวได้ ต่างจากการตั้งโรงงานประกอบรถยนต์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เม็ดเงินที่จะหมุนลงสู่เศรษฐกิจฐานรากจึงเจือจางกว่าที่คิด
ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือทรัพยากรที่ถูกผลาญไปแบบเงียบเชียบอย่าง "น้ำ" เพราะเซิร์ฟเวอร์ขนาดมหึมาต้องการน้ำบริสุทธิ์มหาศาลเพื่อใช้ในระบบหล่อเย็น ขณะที่ในบ้านเราซึ่งเกษตรกรยังต้องมองฟ้ามองฝน ภาวะแห้งแล้งสลับน้ำท่วมยังเป็นปัญหาซ้ำซาก การปล่อยให้กลุ่มทุนสูบน้ำไปหล่อเลี้ยงสมองกล ย่อมเป็นชนวนความขัดแย้งกับชุมชนรอบข้างอย่างเลี่ยงไม่ได้
ลองหันไปดูเพื่อนบ้านที่มีประสบการณ์เจ็บมาก่อน สิงคโปร์เคยเบรกหัวทิ่ม สั่งระงับการออกใบอนุญาตสร้าง Data Center ใหม่ยาวนานถึง 3 ปีเพื่อรื้อระบบคิดใหม่ทั้งหมด วันนี้พวกเขาเลือกใช้วิธีจัดสรรโควตา อนุมัติเฉพาะโครงการที่พิสูจน์ได้ว่าประหยัดพลังงานขั้นสุดยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้จริงเท่านั้น
ขยับลงมาที่รัฐยะโฮร์ของมาเลเซีย ซึ่งเคยรับอานิสงส์ช่วงที่สิงคโปร์ปิดประตู ก็เริ่มทนแรงเสียดทานเรื่องทรัพยากรไม่ไหว จนต้องงัดกฎเหล็กแบนศูนย์ข้อมูลรุ่นเก่าที่กินทรัพยากรดุเดือด พร้อมบีบให้ค่ายเทคโนโลยีหาน้ำจากแหล่งบำบัดทางเลือกแทนการแย่งน้ำประปาของชาวบ้าน
การกระโจนเข้าสู่คลื่นเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นไฟลต์บังคับที่บ้านเราไม่อาจตกขบวน แต่หน้าที่ของรัฐบาลไม่ใช่เพียงพนักงานขายที่เอาแต่นำเสนอตัวเลขความสำเร็จ เพราะศิลปะในการบริหารประเทศคือการเจรจาต่อรองบนโต๊ะที่ไทยต้องไม่เสียเปรียบ รัฐต้องกล้าขีดเส้น กำหนดให้ผู้ลงทุนจ่ายต้นทุนพลังงานสีเขียวตามจริง บังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และคุมเข้มการใช้ทรัพยากรอย่างเด็ดขาด
หากกติกายังหละหลวมและพรมแดนการเจรจายังคลุมเครือ ไทยอาจลงเอยด้วยการเป็นเพียง "ผู้ให้เช่าที่ดิน" ที่ยอมเฉือนทรัพยากรของชาติไปประเคนให้ทุนข้ามชาติเข้ามากอบโกย ทิ้งไว้เพียงซากสถิติการลงทุนบนหน้ากระดาษ และบิลค่าไฟที่คนไทยต้องทนผ่อนจ่ายไปอีกนานแสนนาน
#DataCenter #ศูนย์ข้อมูล #ลงทุนต่างชาติ #เศรษฐกิจดิจิทัล #ค่าไฟแพง #ค่าไฟ #พลังงานสะอาด #วิกฤตทรัพยากร #วิเคราะห์เศรษฐกิจ #เศรษฐกิจการเมือง #ข่าววันนี้ #siamrathonline








