ผศ. ดร. พิทักษ์ จันทร์เจริญ อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "การบริหารจัดการความสุขในมหาวิทยาลัย" ความว่า มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ชีวิตที่นักศึกษาและบุคลากรใช้เวลาอยู่ร่วมกันเป็นระยะเวลายาวนาน นักศึกษาต้องเรียนรู้ ปรับตัว สร้างความสัมพันธ์ และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต ขณะที่บุคลากรต้องรับผิดชอบทั้งการจัดการศึกษา การบริการ การบริหาร และพันธกิจที่หลากหลาย ดังนั้น “ความสุขในมหาวิทยาลัย” ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องส่วนบุคคลหรือกิจกรรมสันทนาการ เนื่องจากความสุขในมหาวิทยาลัยเป็นประเด็นที่ต้องได้รับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ในฐานะปัจจัยพื้นฐานของคุณภาพการเรียนรู้ คุณภาพการทำงาน และคุณภาพขององค์กร
เหตุผลสำคัญประการแรกที่มหาวิทยาลัยต้องให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความสุข คือ ความสุขสัมพันธ์กับคุณภาพของการเรียนรู้และการทำงาน การเรียนรู้ที่มีความหมายเกิดขึ้นได้ดีเมื่อผู้เรียนรู้สึกปลอดภัย ได้รับการยอมรับ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาจารย์และเพื่อน และสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับความสนใจ อาชีพ และเป้าหมายชีวิตของตนเอง ขณะเดียวกัน บุคลากรย่อมทำงานได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้นเมื่อเข้าใจคุณค่าของงาน ได้รับการสนับสนุน และมีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน
มหาวิทยาลัยควรออกแบบการเรียนรู้ให้มีความหมาย ยืดหยุ่น และเปิดโอกาสให้นักศึกษามีส่วนร่วมเลือกเส้นทางของตนเอง พร้อมทั้งออกแบบระบบการทำงานที่ส่งเสริมความร่วมมือ การได้รับการยอมรับ และความสมดุลที่เหมาะสม
ประการที่สอง คือ ความสุขเกี่ยวข้องกับความผูกพัน ความไว้วางใจ และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย ทั้งนักศึกษาและบุคลากรต้องการความรู้สึกว่า “ตนเองมีความหมายต่อองค์กร” มีผู้รับฟัง ได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสม และสามารถแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ได้ การมีเพื่อน ระบบพี่เลี้ยง เครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อน ตลอดจนเวทีรับฟังความคิดเห็น เป็นกลไกที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี เมื่อสมาชิกมีความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง นักศึกษาย่อมมีแนวโน้มที่จะผูกพันกับการเรียนและชีวิตในมหาวิทยาลัยมากขึ้น ขณะที่บุคลากรก็สามารถทำงานร่วมกันด้วยความไว้วางใจและความรับผิดชอบร่วมกัน
ประการที่สาม คือ มหาวิทยาลัยต้องมีระบบรองรับความแตกต่างและปัญหาของผู้คน สมาชิกในมหาวิทยาลัยไม่ได้มีความต้องการเหมือนกันทั้งหมด บางคนต้องการความช่วยเหลือด้านการเรียน บางคนต้องการคำปรึกษา บางคนประสบความเครียด ปัญหาทางเศรษฐกิจ หรือข้อจำกัดด้านสุขภาพ ขณะที่บางกลุ่มอาจต้องการการสนับสนุนเป็นพิเศษ การบริหารความสุขไม่ได้หมายถึงการทำให้ทุกคน “มีความสุขตลอดเวลา” แต่หมายถึงการสร้างระบบที่สามารถรับรู้ ป้องกัน ดูแล และช่วยเหลือผู้คนได้อย่างเหมาะสม โดยไม่ปล่อยให้ผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาต้องรับมือเพียงลำพัง
นอกจากนี้ ความสุขยังสะท้อนคุณภาพของระบบบริหารมหาวิทยาลัย เมื่อผู้เรียนและบุคลากรต้องเผชิญขั้นตอนที่ซับซ้อน การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน สภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้อ หรือไม่รู้ว่าจะขอความช่วยเหลือจากใคร ปัญหาเหล่านี้ไม่ควรถูกอธิบายว่าเป็นเรื่องของความสามารถในการปรับตัวของบุคคลเท่านั้น แต่ควรเป็นข้อมูลที่ผู้บริหารนำกลับมาทบทวนและพัฒนาระบบบริการให้สะดวก ปลอดภัย เป็นมิตร และเท่าเทียมมากขึ้น ความสุขในมิตินี้ไม่ใช่ความรู้สึกของบุคคล แต่เป็นผลสะท้อนจากวิธีออกแบบนโยบาย กระบวนการทำงาน และประสบการณ์ประจำวันที่มหาวิทยาลัยมอบให้แก่สมาชิก
ด้วยเหตุนี้ การบริหารจัดการความสุขควรเปลี่ยนจาก “การจัดกิจกรรมให้คนมีความสุข” ไปสู่ “การออกแบบมหาวิทยาลัยให้เอื้อต่อการมีความสุข” โดยดำเนินการผ่าน 4 มิติสำคัญที่เชื่อมโยงกัน
มิติที่หนึ่ง กำหนดความสุขเป็นเป้าหมายระดับนโยบายและใช้ข้อมูลเป็นฐาน มหาวิทยาลัยควรกำหนดเรื่องความสุข สุขภาวะ ความผูกพัน และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งไว้ในทิศทางการบริหารอย่างชัดเจน เชื่อมโยงกับแผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติงาน และระบบประกันคุณภาพ เพื่อให้การสร้างความสุขเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกหน่วยงาน ไม่ใช่ภารกิจเฉพาะของหน่วยงานด้านกิจการนักศึกษาหรือทรัพยากรบุคคลเท่านั้น ควรกำหนดหน่วยงานเจ้าภาพและผู้รับผิดชอบในแต่ละระดับ เพื่อให้มีผู้ประสานงาน ติดตามผล และรายงานความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินงานควรเริ่มจากการจัดทำข้อมูลฐาน โดยสำรวจความสุข สุขภาวะ ความผูกพัน และความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของนักศึกษาและบุคลากร ควบคู่กับการรับฟังประสบการณ์จริง วิเคราะห์ปัญหา ความต้องการ จุดแข็ง และโอกาสในการพัฒนา อย่างไรก็ตาม การสำรวจไม่ควรมีเป้าหมายเพียงเพื่อจัดทำรายงาน แต่ต้องนำไปใช้กำหนดนโยบาย จัดลำดับความสำคัญ และจัดสรรทรัพยากร ในระยะแรก มหาวิทยาลัยอาจเลือกปัญหาที่ส่งผลกระทบสูงและสามารถแก้ไขได้ทันทีหนึ่งหรือสองประเด็น เพื่อให้สมาชิกเห็นว่าข้อมูลและเสียงสะท้อนของตนเองนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงจริง
มิติที่สอง ออกแบบการเรียนและการทำงานให้มีความหมาย ความสุขไม่ควรเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหลังเลิกเรียนหรือหลังเลิกงาน แต่ควรอยู่ในกระบวนการเรียนและการทำงานประจำวัน มหาวิทยาลัยควรเปิดพื้นที่ให้ผู้เรียนมีทางเลือก เชื่อมโยงการเรียนกับประสบการณ์จริง อาชีพ ชุมชน และเป้าหมายชีวิต พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วมและเห็นคุณค่าของตนเอง การออกแบบดังกล่าวจะช่วยให้นักศึกษาไม่เรียนเพื่อสอบหรือสะสมหน่วยกิตเท่านั้น แต่สามารถมองเห็นความหมายของการเรียนรู้และความเชื่อมโยงกับอนาคตของตนเอง
สำหรับบุคลากร มหาวิทยาลัยควรทบทวนระบบงานที่สร้างภาระโดยไม่จำเป็น ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และพัฒนาการสื่อสารภายในให้ชัดเจน รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมที่เปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมเสนอแนวทางปรับปรุงงาน ได้รับการยอมรับ และสามารถทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความสุขในการทำงานในที่นี้ หมายถึงการทำให้บุคลากรสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีคุณค่า มีความสมดุล และเห็นผลกระทบเชิงบวกของงานที่ตนเองทำ
มิติที่สาม สร้างความสัมพันธ์และระบบดูแลช่วยเหลือที่เข้าถึงง่าย มหาวิทยาลัยควรสร้างวัฒนธรรมที่คนสามารถพูดคุย รับฟัง และช่วยเหลือกันได้ โดยพัฒนาเครือข่ายเพื่อนช่วยเพื่อน ระบบพี่เลี้ยง นักศึกษาและบุคลากรแกนนำ รวมถึงช่องทางรับฟังความคิดเห็นที่มีการตอบสนองอย่างจริงจัง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างนักศึกษา อาจารย์ บุคลากร และผู้บริหารจะช่วยสร้างความไว้วางใจ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของความสุขและความผูกพันในองค์กร
ขณะเดียวกัน ระบบดูแลสุขภาวะควรครอบคลุมทั้งสุขภาวะทางกายและจิต มีช่องทางให้คำปรึกษา ระบบส่งต่อ และบุคลากรที่สามารถสังเกตและช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม ผู้ใช้บริการต้องรู้ว่า “เมื่อมีปัญหา จะไปหาใคร และจะได้รับความช่วยเหลืออย่างไร” มหาวิทยาลัยอาจจัดให้มีช่องทางเริ่มต้นหรือจุดประสานงานกลางที่เข้าถึงง่าย พร้อมกำหนดขั้นตอนการรับฟัง การประเมินเบื้องต้น การส่งต่อ และการติดตามผล ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงการรักษาความลับและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเคร่งครัด เพราะระบบที่ดีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเกิดความมั่นใจว่าจะได้รับการดูแลอย่างปลอดภัย
มิติที่สี่ ออกแบบสภาพแวดล้อมและบริการจากประสบการณ์ของผู้ใช้ พร้อมวัดผลจากการเปลี่ยนแปลง พื้นที่เรียนรู้ พื้นที่พักผ่อน ภูมิทัศน์ สิ่งอำนวยความสะดวก การบริการ และการสื่อสารภายใน มีผลต่อความรู้สึกของผู้คนในชีวิตประจำวัน มหาวิทยาลัยควรรับฟังประสบการณ์จริงของนักศึกษาและบุคลากร แล้วนำมาปรับปรุงบริการให้สะดวก ปลอดภัย เป็นมิตร และเข้าถึงได้สำหรับทุกกลุ่ม การพัฒนาพื้นที่หรือบริการไม่จำเป็นต้องเริ่มจากโครงการขนาดใหญ่ แต่อาจเริ่มจากการแก้ไขจุดที่สร้างความไม่สะดวกหรือความทุกข์ซ้ำ ๆ เช่น ขั้นตอนการติดต่อ การรอคอย การสื่อสารที่ไม่ชัดเจน หรือการไม่ทราบช่องทางขอความช่วยเหลือ
การวัดผลควรพิจารณาให้กว้างกว่าการที่มหาวิทยาลัยจัดกิจกรรมไปกี่ครั้งหรือมีผู้เข้าร่วมจำนวนเท่าใด แต่ควรมองว่า หลังดำเนินงานแล้วความสุขและสุขภาวะเพิ่มขึ้นหรือไม่ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งและความผูกพันดีขึ้นหรือไม่ ผู้ใช้บริการเข้าถึงความช่วยเหลือได้สะดวกขึ้นหรือไม่ และการตอบสนองต่อปัญหารวดเร็วขึ้นเพียงใด ตัวชี้วัดระยะแรกอาจประกอบด้วยระดับความสุขและสุขภาวะ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง ความเชื่อมั่นต่อระบบช่วยเหลือ ระยะเวลาในการตอบสนองต่อปัญหา และจำนวนปัญหาที่ได้รับการแก้ไขจากเสียงสะท้อนของนักศึกษาและบุคลากร การประเมินผลควรนำไปสู่การเรียนรู้และการปรับปรุง แต่ต้องไม่เพิ่มภาระการรายงานโดยไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
การดำเนินงานทั้งหมดนี้ควรเริ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยผู้บริหารกำหนดนโยบายและมอบหมายเจ้าภาพที่ชัดเจน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำข้อมูลฐานและเลือกประเด็นสำคัญเพื่อทดลองดำเนินงานในหน่วยงานนำร่อง จากนั้นจึงติดตามผลและขยายแนวทางที่ได้ผลไปยังส่วนอื่นของมหาวิทยาลัย วิธีการเช่นนี้จะช่วยให้การบริหารความสุขไม่เป็นโครงการระยะสั้น ไม่ขึ้นอยู่กับกิจกรรมหรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่แผนยุทธศาสตร์ แผนปฏิบัติงาน และระบบคุณภาพของมหาวิทยาลัยได้อย่างต่อเนื่อง
เป้าหมายสูงสุดของการบริหารจัดการความสุขในมหาวิทยาลัย คือการสร้างมหาวิทยาลัยที่สามารถดูแลผู้คนเมื่อเกิดปัญหา และออกแบบระบบเพื่อลดปัจจัยที่สร้างความทุกข์โดยไม่จำเป็น มหาวิทยาลัยแห่งความสุขต้องวัดจากประสบการณ์ในชีวิตประจำวันของทุกคน เช่น นักศึกษาเรียนแล้วเห็นคุณค่าของตนเองหรือไม่ บุคลากรทำงานแล้วรู้สึกว่างานมีความหมายหรือไม่ ทุกคนได้รับการรับฟังและได้รับการปฏิบัติอย่างเหมาะสมหรือไม่ เมื่อประสบปัญหามีคนและระบบพร้อมช่วยเหลือหรือไม่ และเมื่อพบข้อบกพร่อง มหาวิทยาลัยสามารถเรียนรู้และปรับปรุงตนเองได้หรือไม่
ดังนั้น สิ่งที่ผู้บริหารควรมุ่งสร้างคือ “ระบบนิเวศที่เอื้อต่อความสุข” ตั้งแต่นโยบาย การเรียนรู้ การทำงาน ความสัมพันธ์ สุขภาวะ สภาพแวดล้อม การบริการ ไปจนถึงระบบข้อมูลและการประเมินผล เพราะเมื่อความสุขบูรณาการเข้าไปในวิธีคิดและวิธีบริหารของมหาวิทยาลัยแล้ว ความสุขจะไม่ใช่ภารกิจเพิ่มเติมขององค์กร แต่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณภาพองค์กร
มหาวิทยาลัยแห่งความสุขไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่ทุกคนมีความสุขตลอดเวลา แต่คือมหาวิทยาลัยที่สร้างเงื่อนไขให้ทุกคนสามารถเรียนรู้ ทำงาน เติบโต และใช้ศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ เป็นมหาวิทยาลัยที่คนเก่งอยากอยู่ คนใหม่อยากเข้า คนที่กำลังเผชิญปัญหาไม่ถูกทิ้ง และคนที่จากรู้สึกภูมิใจว่า ครั้งหนึ่งสถานที่แห่งนี้ได้ทำให้เขาเติบโตขึ้น และในการบริหารจัดการความสุขต้องเน้นการบริหารเงื่อนไขที่ทำให้คนเติบโต เมื่อคนเติบโต มหาวิทยาลัยก็เติบโตไปพร้อมกัน และผลลัพธ์สุดท้ายของการบริหารจัดการความสุขคือการยกระดับจากกิจกรรมความสุขไปสู่เรื่องของนโยบาย และจากนโยบายไปสู่วัฒนธรรมองค์กรของมหาวิทยาลัย
บทความ บทวิเคราะห์








