คลิปวีดีโอ “เล่าต๋า แสนลี่” อดีตนักโทษ อยู่พร้อมหน้ากับครอบครัว ที่บ้านห้วยส้าน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ถูกเผยแพร่ในโลกออนไลน์ ดูจะสวนทางกับ “ความรู้สึก” ของผู้คนในสังคม อย่างรุนแรง !
เพราะเล่าต๋า คืออดีตราชายาเสพติด แม้วันนี้วัยจะล่วงเลยเข้าสู่วัย 85 ปี แต่ยังคงมีสุขภาพแข็งแรง การที่อดีตนักโทษยาเสพติดที่เคยต้องโทษให้จำคุก “ตลอดชีวิต” แต่กลับได้รับการอภัยโทษ และติดคุกจริงเพียง 8ปี กลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อ “กรมราชทัณฑ์” ว่าเกณ์การพิจารณา ให้บุคคลที่มีคดีอุจฉกรรจ์ เช่นนี้ ได้รับการอภัยโทษ นั้นชอบแล้วหรือไม่
ยิ่งเมื่อ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ดังมาจาก “อดีตนายตำรวจ” ซึ่งอยู่ในชุดจับกุมเล่าต๋า ในอดีตอย่าง “พล.ต.ท.เรวัช กลิ่นเกษร" อดีตผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด หลังมีการล่อซื้อไอซ์กว่า 20 กิโลกรัม และใช้เงินล่อซื้อกว่า 10 ล้าน บาทโดยมีการจับกุมเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2559 ถึงกับทนไม่ไหว ออกมาตั้งคำถามดังๆว่า ทั้งตำรวจ อัยการ และศาลต่างทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังแล้ว แต่เหตุใดคดีร้ายแรงเช่นนี้จึงสามารถลดระยะเวลาจากโทษจำคุกตลอดชีวิต เหลือรับโทษจริงเพียงกว่า 8 ปีได้อย่างไร
ดังนั้น พล.ต.ท.เรวัช เรียกร้องให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ ไม่ให้ผู้ต้องหาคดียาเสพติดรายใหญ่ได้รับสิทธิ์ลดโทษ เพื่อไม่ให้กระทบต่อกระบวนการยุติธรรม และเสนอให้บังคับใช้โทษประหารชีวิตอย่างจริงจังตามที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุด
และดูเหมือนว่าไม่เพียงแต่ “คนทำงาน” อดีตมือปราบยาเสพติดอย่าง พล.ต.ท.เรวัช ที่จี้ไปยัง การพิจารณาเกณฑ์การได้รับสิทธิ์ “ลดโทษ” จาก “นักโทษชั้นเลว” มาถึงได้การรับ “อภัยโทษ” ออกมาใช้ชีวิตในบั้นปลายอย่างมีความสุข เช่นเล่าต๋า เท่านั้น กรณีดังกล่าว ได้กลายเป็น “คลื่น” ที่กระแทกเข้าใส่ “กรมราชทัณฑ์” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ในกรณีของเล่าต๋า ซึ่งเป็นถึงระดับราชายาเสพติด และมีโทษสูงถึงขั้นติดคุกตลอดชีวิต แต่สุดท้าย กลับติดคุกจริงเพียง 8ปี มิหนำซ้ำกรมราชทัณฑ์ ยังพิจารณาเสนอให้มีการอภัยโทษตามมา และดูเหมือนว่ากรณีของเล่าต๋า ยิ่งสร้างปัญหาต่อความเชื่อมั่นจากสังคม เป็นระลอกใหม่
เพราะล่าสุดเกิดคดีสะเทือนใจ เมื่อ “ป๋อง” ฑนา เกิดทอง ผู้ต้องหาในคดีฆาตกรรม “สองพี่น้องชาวรัสเซีย” ก่อนนำศพไปฝังอำพรางในพื้นที่ป่ามะพร้าว ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี รวมทั้งยังก่อเหตุสังหารโหด 3 ชีวิต ก็คือนักโทษที่เพิ่งพ้นเรือนจำออกมาได้เพียง 2 เดือน แล้วมาก่อเหตุ
ครั้งนั้นกรมราชทัณฑ์ เองก็เคยถูกตั้งคำถามจากสังคมอย่างดุเดือดมาแล้วว่า ใช้เกณฑ์การพิจารณาแบบไหน ถึงปล่อยให้คนร้ายพ้นโทษออกมาเช่นนี้ จนมีเสียงเรียกร้อง ให้นำ “โทษประหารชีวิต” กลับมาใช้ใหม่ กระหึ่มไปทั่วบ้านทั่วเมือง
และเมื่อย้อนกลับไปเคยกลายเป็นเรื่องฮือฮามาแล้ว เมื่อในรายของ “แม่ชม้อย” ก่อคดีแชร์ลูกโซ่ครั้งใหญ่ ศาลพิพากษาลงโทษหลายกระทง รวมโทษตามคำพิพากษาสูงนับแสนปี แต่ตามกฎหมายในขณะนั้น สามารถจำคุกได้สูงสุด 20 ปี ทว่าแม่ชม้อยรับโทษอยู่ในเรือนจำจริงประมาณ 7 ปี จากนั้นได้รับการปล่อยตัวออกมา
หรือแม้แต่ “สมคิด พุ่มพวง” ฆาตรกรต่อเนื่อง 5 ศพ ศาลพิพากษาให้จำคุกตลอดชีวิต แต่ปรากฏว่าได้ลดโทษ จนสุดท้ายสมคิด รับโทษไปเพียง 14ปีเท่านั้น เรือนจำปล่อยตัวเมื่อ ปี2562
แต่สุดท้าย สมคิด ออกมาก่อเหตุฆ่าหญิงสาว ชาวขอนแก่น เป็นรายที่ 6 หลังพ้นโทษได้เพียงครึ่งปี หมายความว่า กรมราชทัณฑ์ ใช้เกณฑ์อะไร ในการประเมินพฤติกรรม และทางจิตสมคิด จนสุดท้ายเกิดเหตุสลดในรูปแบบเดียวกัน
อย่างไรก็ดี พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ออกมายอมรับว่ารับรู้ถึงความเห็นของสังคมแล้ว และได้สั่งการให้กรมราชทัณฑ์ออกมาชี้แจงรายละเอียดและขั้นตอนการพิจารณานักโทษเพื่อเสนอขอพระราชทานอภัยโทษให้ชัดเจน นอกจากนี้
กระทรวงยุติธรรมได้แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การอภัยโทษใหม่ทั้งหมด โดยพบว่า ระเบียบและขั้นตอนเดิมที่กำหนดไว้มีความไม่เหมาะสมหลายส่วน
แม้กรมราชทัณฑ์ จะพยายามแก้ปัญหา “นักโทษล้นคุก” ด้วยการอ้างว่าปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษและระเบียบทางกฎหมาย
แต่เมื่อในความเป็นจริงที่กำลังเกิดขึ้น คือระแบบและเกณฑ์การพิจารณาของกรมราชทัณฑ์เอง ไม่สามารถทำให้สังคมมั่นใจได้ แล้ว แต่ยังทำให้ประชาชนเกิดความรู้สึกว่า กรมราชทัณฑ์ กำลังมีอำนาจเหนือ “คำพิพากษา” หรือไม่ เพราะตำรวจเสี่ยงตาย จับโจร ศาลมีคำพิพากษา เด็ดขาด
แต่ปรากฏว่า กรมราชทัณฑ์ กลับเป็นฝ่าย “เปิดประตู” ให้นักโทษที่ไม่สมควรได้รับโอกาส กลับคืนออกมาสู่สังคม มิหนำซ้ำนักโทษหลายรายยังกลับออกมาก่อเหตุในลักษณะซ้ำเดิม ไม่รู้จักเข็ดหลาบ ขาดสำนึก เท่ากับว่าไม่ได้ปกป้องสิทธิ ความเป็นอยู่ของสุจริตชน ประชาชนผู้บริสุทธิ์ในประเทศหรือไม่








