เข็มนาฬิกาการเมืองกำลังเดินหน้าสู่จุดตัดสำคัญ หมุดหมายที่ถูกขีดเส้นใต้ไว้หนาเตอะในปฏิทินของผู้มีอำนาจคือ "25 สิงหาคม" วันที่เสียงลือเสียงเล่าอ้างกระหึ่มว่าอาจเป็นเดดไลน์ชี้ชะตาผู้นำ คลื่นใต้น้ำที่เคยก่อตัวเงียบๆ เริ่มซัดเข้าหาฝั่งจนแกนนำรัฐบาลสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือน
คำถามที่ดังที่สุดในวงสนทนาลับตอนนี้ไม่ใช่รัฐบาลจะอยู่ครบเทอมหรือไม่ แต่คือเกมนี้จะเลือกจบลงท่าไหน ระหว่างการ "ชิงยุบสภา" เพื่อล้างไพ่ หรือ "ลาออก" เพื่อถอยมาตั้งหลัก ก่อนที่พายุลูกใหญ่ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะพัดมากระแทกจนเรือแตก
หากกางหน้าตักประเมินความเสี่ยง การทิ้งไพ่ "ยุบสภา" ดูจะเป็นไม้ตายที่ผู้ถืออำนาจมักงัดออกมาใช้เพื่อเบรกเกมรุกของฝ่ายตรงข้าม เพราะคือการสับสวิตช์คืนอำนาจให้ประชาชนและซื้อเวลาให้ตัวเอง
ทว่า ในนาทีที่กระแสความนิยมไม่ได้เป็นใจ การเดินเข้าคูหาเลือกตั้งคือการเอาชีวิตไปแขวนบนเส้นด้าย เซียนการเมืองหลายสำนักดีดลูกคิดแล้วเห็นตรงกันว่า หากเกิดการเลือกตั้งใหม่ในเร็ววันนี้ พรรคแกนนำอย่างภูมิใจไทยภายใต้การนำของอนุทิน ชาญวีรกูล อาจเจอปรากฏการณ์เสียงหด ตัวเลข ส.ส. อาจร่วงหล่นไปกองอยู่แถวต่ำ 100 ที่นั่ง การสูญเสียไพร่พลในสัดส่วนนี้ย่อมหมายถึงการหลุดวงโคจรจากการเป็นผู้กำหนดเกมจัดตั้งรัฐบาลไปโดยปริยาย อำนาจต่อรองที่เคยมีจะมลายหายไปในพริบตา
เมื่อหันมาประเมินอีกหนึ่งทางเลือก การ "ลาออก" อาจมองดูเผินๆ เหมือนการยอมจำนน แต่หากเพ่งให้ลึกลงไปถึงแก่น คือยุทธวิธีถอยเพื่อรักษากำลังพล การสละเก้าอี้เบอร์หนึ่งช่วยปกป้องจำนวน ส.ส. ที่มีอยู่ในมือให้คงเดิม เปิดช่องว่างให้เกิดการเจรจาต่อรอง พลิกขั้ว สลับข้าง หรือจัดตั้งรัฐบาลผสมสูตรใหม่กลางสภาโดยไม่ต้องไปเหนื่อยหอบใ
นสนามเลือกตั้งที่ต้นทุนสูงลิ่ว ไพ่ใบนี้จึงทำให้เจ็บตัวน้อยกว่ามากในยามที่ลมพายุยังพัดแรง การถอยหนึ่งก้าวเพื่อรอกระโดดใหม่มักเป็นทางเลือกที่นักการเมืองสายเก๋าให้ความสนใจเสมอ
ท่ามกลางการคำนวณตัวเลขในสภา ตัวแปรที่แท้จริงกลับซ่อนอยู่ในเงามืด เครือข่ายการเมืองระดับท้องถิ่นที่ฝังรากลึก หรือที่เรียกกันติดปากว่า "บ้านใหญ่" คือผู้คุมดุลอำนาจตัวจริง เปรียบเสมือนพรรคการเมืองขนาดมหึมาที่ไม่มีชื่อในสารบบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่กลับมีอิทธิพลระดับชี้เป็นชี้ตาย
หากพลิกหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ย้อนไปตั้งแต่ยุค พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ, พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ, บรรหาร ศิลปอาชา, ชวน หลีกภัย, สมัคร สุนทรเวช เรื่อยมาจนถึง อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ การเปลี่ยนผ่านขั้วอำนาจมักมีรอยนิ้วมือของกลุ่มบ้านใหญ่ประทับอยู่แทบทุกครั้ง
ธรรมชาติของนักการเมืองกลุ่มนี้คือการขยับตัวพร้อมกันเป็นแผง ย้ายขั้วยกแพ็ก ไม่แตกแถว เมื่อใดที่พวกเขาสัมผัสได้ว่าเรือลำที่นั่งอยู่เริ่มมีรอยรั่ว บรรยากาศการทำงานเต็มไปด้วยความอึดอัด หรือผลประโยชน์ที่เคยตกลงกันไว้เริ่มขาดพร่อง การหันหัวเรือตีจากก็สามารถเกิดขึ้นได้เพียงชั่วข้ามคืน ความจงรักภักดีในโลกการเมืองนั้นมีอายุขัยสั้นเสมอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความอยู่รอด
สัญญาณเตือนภัยระดับสีแดงเริ่มกระพริบถี่ยิบขึ้น เมื่อมีข่าวเล็ดลอดออกมาว่าซุ้มบ้านใหญ่หลายมุ้งเริ่มแสดงท่าทีไม่พอใจ ปัญหาการบริหารงานที่สร้างประเด็นรายวัน ความขัดแย้งที่ก่อตัวขึ้นจนกลายเป็นความเหนื่อยล้าทางการเมือง สะสมจนกลายเป็นแรงกดดันมหาศาล หากปล่อยให้สถานการณ์กลืนกินเวลาลากยาวไปจนถึงวันเปิดสภาเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจะตกอยู่ในที่นั่งลำบากถึงขีดสุด
เวทีซักฟอกจะไม่ใช่แค่พื้นที่โชว์ฝีปากของฝ่ายค้าน แต่จะเป็นลานประหารชั้นดีที่กลุ่มการเมืองพรรคร่วมจะใช้เป็นข้ออ้างในการ "โหวตสวน" มติพรรค เทกระจาดล้มกระดานเพื่อสลับขั้วอำนาจอย่างชอบธรรมต่อหน้ามวลชน
แรงบีบที่กำลังโอบล้อมเข้ามาทุกทิศทาง ทำให้ผู้กุมบังเหียนรัฐบาลเหลือเวลาให้ซื้อไม่มากนัก การตัดสินใจก่อนเส้นตายจะมาถึงจึงกลายเป็นไฟต์บังคับที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เกมอำนาจในห้วงปลายเดือนสิงหาคมนี้จึงไม่ใช่แค่การชิงไหวชิงพริบตามหน้าฉาก แต่คือการงัดข้อกันระหว่างอำนาจบริหารตามลายลักษณ์อักษรกับอิทธิพลดิบของเครือข่ายใต้ดิน
ไม่ว่าท้ายที่สุดหวยจะออกที่การยุบสภา ลาออก หรือกัดฟันเดินหน้าสู้ต่อ ภาพสะท้อนที่ปรากฏชัดเจนที่สุดในเวลานี้คือ อำนาจที่แท้จริงของการเมืองไทยไม่ได้สถิตอยู่บนเก้าอี้สูงสุดของตึกไทยคู่ฟ้า แต่ซุกซ่อนอยู่ในมือของเครือข่ายบ้านใหญ่ที่พร้อมจะพลิกแผ่นดินเปลี่ยนขั้วได้ทุกเสี้ยววินาที
#ยุบสภา #ลาออก #การเมืองไทย #ข่าวการเมือง #อนุทิน #รัฐบาล #บ้านใหญ่ #อภิปรายไม่ไว้วางใจ #วิเคราะห์การเมือง #วิเคราะห์การเมืองสยามรัฐ #siamrathonline








