ท่ามกลางวิจารณ์กระบวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา ( ส.ว. )เกี่ยวกับกรณี "บล็อกโหวต" หากหน่วยงานรัฐเลือกเกียร์ว่าง อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤตจนปลุกเงาตุลาการภิวัฒน์กลับมาสางปม ล้างไพ่ขั้วอำนาจการเมือง และสะเทือนถึงความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
จากประเด็นปัญหาเลือก ส.ว. มีคำถามชวนคิดคือ โอกาสที่กลุ่มคนซึ่งไม่ได้รู้จักกันมาก่อน จะลงคะแนนกากบาทเลือกผู้สมัคร ส.ว. ออกมาในรูปแบบเดียวกันทุกกระเบียดนิ้วนั้น มีความเป็นไปได้ทางสถิติมากน้อยเพียงใด?
คำตอบที่ทุกคนรู้ดีคือ ยากเสียยิ่งกว่าการถูกลอตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งติดต่อกันหลายงวด แต่ความมหัศจรรย์นี้กลับปรากฏขึ้นจริงในการเลือกตั้งสภาสูงที่เพิ่งผ่านพ้นไป
ปรากฏการณ์ "บล็อกโหวต" อย่างเป็นระบบ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องตลกร้ายทางการเมือง แต่อันตรายถึงขั้นเป็นสารตั้งต้นของสึนามิที่พร้อมจะซัดกระหน่ำโครงสร้างรัฐ องค์กรอิสระ และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศในอีกไม่ช้า
ย้อนกลับไปมองสถาบันที่กุมชะตาการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกก่อตั้งขึ้นด้วยความหวังที่จะให้เป็นดาบอาญาสิทธิ์ฟาดฟันการทุจริต ทว่า ความจริงอันขื่นขมที่คนการเมืองรู้เต็มอกคือ กลไกเหล่านี้มักทำงานได้ดีแค่กับความผิดพลาดระดับจุลภาค จับกุมหัวคะแนนระดับล่างที่แจกของทำบุญในงานวัด ส่วนการทุจริตเชิงโครงสร้างที่ออกแบบมาอย่างแยบยล มีการวางแผนเป็นเครือข่ายระดับชาติ กลับเล็ดลอดตาข่ายกฎหมายไปได้อย่างหน้าตาเฉย กติกาเลือกตั้ง สว. ที่ซับซ้อนราวกับเขาวงกต ซึ่งผู้ร่างอ้างว่าคิดค้นมาเพื่อสกัดการฮั้ว สุดท้ายกลับกลายเป็นพรมผืนใหญ่ที่ถูกเลิกขึ้นมาเพื่อซุกซ่อนการจัดตั้งคะแนนเสียงที่แนบเนียนในทางกฎหมาย แต่อัปลักษณ์อย่างยิ่งในความรู้สึกของประชาชน
เมื่อความชอบธรรมของต้นทางถูกตั้งข้อรังเกียจอย่างรุนแรง แรงเสียดทานทั้งหมดจึงพุ่งเป้าไปที่ศาลรัฐธรรมนูญและศาลยุติธรรม นี่คือจังหวะเวลาที่เงาของสิ่งที่เรียกว่า "ตุลาการภิวัฒน์" เริ่มทาบทับลงมาบนเวทีการเมืองไทยอีกครั้ง
หากศาลวินิจฉัยว่ากระบวนการได้มาซึ่ง สว. ชุดนี้เต็มไปด้วยการทุจริตและถือเป็นโมฆะ ผลกระทบที่จะตามมาไม่ใช่แค่การรื้อกระดานเลือกตั้งใหม่ นิติกรรมทุกอย่างที่สภาสูงชุดนี้ได้กระทำลงไป จะถูกตั้งคำถามถึงสถานะทางกฎหมายทันที กฎหมายงบประมาณที่หล่อเลี้ยงเส้นเลือดใหญ่ของประเทศ ร่างพระราชบัญญัติสำคัญ ไปจนถึงการรับรองความตกลงระหว่างประเทศ ทุกอย่างมีสิทธิ์ถูกแช่แข็งและกลายเป็นสุญญากาศในชั่วข้ามคืน
วิกฤตนี้ยังลุกลามลึกซึ้งไปถึงรากฐานของหน่วยงานตรวจสอบทั้งระบบ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมอบอำนาจมหาศาลให้ ส.ว. เป็นผู้ถือกุญแจด่านสุดท้ายในการเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรระดับสูง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ ป.ป.ช. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน หรือแม้แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หากผู้มอบอำนาจมีที่มาอันด่างพร้อยและเต็มไปด้วยข้อกังขา ผู้รับอำนาจจะสามารถยืนหยัดตรวจสอบฝ่ายบริหารด้วยความสง่างามได้อย่างไร
โครงสร้างที่ถูกออกแบบมาเพื่อคานอำนาจรัฐ กลับกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตศรัทธาที่บ่อนทำลายความชอบธรรมของตัวเองจากภายใน
ในมิติของเศรษฐกิจปากท้อง การเมืองที่ไร้เสถียรภาพและเต็มไปด้วยความคลุมเครือทางกฎหมาย คือยาพิษขนานเอก ทุนใหญ่และนักลงทุนต่างชาติสามารถปรับตัวเข้ากับกฎระเบียบที่เข้มงวดได้ แต่สิ่งที่ตลาดทุนรังเกียจที่สุดคือความไม่แน่นอน
หากกลไกนิติบัญญัติของไทยเสี่ยงต่อการถูกล้มกระดานได้ตลอดเวลา หรือหน่วยงานตรวจสอบของรัฐไม่มีความชอบธรรมเพียงพอที่จะผลักดันหรือชะลอโครงการขนาดใหญ่ การตัดสินใจลงทุนใหม่ย่อมหยุดชะงัก เม็ดเงินที่ควรจะหมุนเวียนสร้างงานสร้างรายได้หายไปจากระบบ เศรษฐกิจที่เปราะบางอยู่แล้วจากการชะลอตัวของโลก จะถูกซ้ำเติมด้วยโรคแทรกซ้อนทางการเมืองที่เราสร้างขึ้นมาเอง
ในทางกลับกัน ถ้าหน่วยงานที่รับผิดชอบเลือกที่จะหลับตาข้างหนึ่ง ปล่อยผ่านความผิดปกติระดับบล็อกโหวตนี้ไป เพียงเพื่อหวังจะรักษาสถานะเดิม บุคคลกลุ่มแรกที่จะต้องเดินขึ้นศาลในฐานะจำเลยย่อมหนีไม่พ้นตัว กกต. เองในฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ กระบวนการยุติธรรมของไทยมีบรรทัดฐานเพียงพอที่จะจัดการกับกลไกรัฐที่เกียร์ว่าง การที่สังคมต้องพึ่งพาศาลเพื่อเข้ามาสางปมที่ผู้คุมกฎไม่ยอมแก้ ย่อมไม่ใช่สัญญาณของประชาธิปไตยที่มีสุขภาพดี
ฉากทัศน์ที่รออยู่เบื้องหน้าจึงไม่ใช่แค่การลุ้นว่า ส.ว. ชุดนี้จะรอดพ้นบ่วงกรรมทางกฎหมายหรือไม่ แต่คือการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างกระบวนการยุติธรรมกับผลพวงของการออกแบบกติกาที่บิดเบี้ยว
ถ้าก้อนกรวดแห่งการฮั้วเลือกตั้งถูกปล่อยให้เข้าไปขัดฟันเฟืองขององค์กรอิสระจนระบบตรวจสอบพังพินาศ วันนั้นเราอาจไม่ได้เผชิญแค่การเปลี่ยนขั้วรัฐบาล แต่อาจหมายถึงการ "ล้างไพ่" จัดสรรอำนาจกันใหม่หมดทั้งกระดาน
ถึงเวลาแล้วที่ผู้กำกับกติกาต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดว่า จะยอมรับความเจ็บปวดจากการผ่าตัดเนื้อร้ายทิ้งเสียแต่วันนี้ หรือจะปล่อยให้มะเร็งแห่งความไม่ไว้วางใจลุกลาม จนสุดท้ายสังคมต้องถูกบังคับให้กลืนยาแรงที่ชื่อว่าตุลาการภิวัฒน์ ประวัติศาสตร์การเมืองไทยสอนเราเสมอว่า การใช้ศาลเป็นเครื่องมือล้างไพ่อำนาจ มักทิ้งรอยแผลเป็นลึกที่ไม่มีวันรักษาหาย และผู้ที่ต้องแบกรับต้นทุนของแผลเป็นนั้นแท้จริงแล้ว คือประชาชนคนธรรมดาทุกคน
#ฮั้วสว #ตุลาการภิวัฒน์ #ล้างไพ่อำนาจ #การเมืองไทย #เลือกสว67 #กกต #ศาลรัฐธรรมนูญ #บทวิเคราะห์การเมือง #สยามรัฐ #สยามรัฐออนไลน์ #Siamrath








