อาจารย์สรัฐ ฤทธิ์รณศักดิ์ โรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ดร.วาสนา จักร์แก้ว คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำเสนอบทความเรื่อง "Aviation Hub : ประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการบิน หรือเป็นเพียงทางผ่านของนักเดินทาง" ความว่า ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากทำเลที่ตั้ง โครงสร้างพื้นฐานด้านการบิน อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เครือข่ายสายการบิน และบุคลากรด้านการบิน การเป็น Aviation Hub ไม่สามารถวัดได้จากจำนวนสนามบิน เที่ยวบิน หรือผู้โดยสารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาถึงความสามารถในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน เทคโนโลยี และการพัฒนาบุคลากรให้เกิดขึ้นภายในประเทศ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยได้กำหนดแนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการบินในปี 2569 ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพและความปลอดภัย การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การส่งเสริมการบินสีเขียว และการเตรียมความพร้อมสำหรับระบบการบินแห่งอนาคต สะท้อนว่าการพัฒนา Aviation Hub จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงหลายภาคส่วน
ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเป็นศูนย์กลางสำคัญของระบบการบินของประเทศไทย มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสาร แต่การเพิ่มจำนวนผู้โดยสารเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเป็น Passenger Hub ไปสู่ Business Hub ที่สามารถดึงดูดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการบินเข้ามาในประเทศ อุตสาหกรรมซ่อมบำรุงอากาศยาน หรือ MRO เป็นหนึ่งในโอกาสสำคัญ ที่สามารถสร้างรายได้ การลงทุน และการจ้างงานที่มีทักษะสูง รวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น วิศวกรรม การฝึกอบรม การขนส่งสินค้า โลจิสติกส์ การบริการภาคพื้นดิน และเทคโนโลยีการบิน การพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลาง MRO จึงควรเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ Aviation Hub อย่างจริงจัง และอีกประเด็นที่มีความสำคัญเพิ่มขึ้นคือ การบินสีเขียว ประเทศไทยเริ่มขับเคลื่อนการใช้ Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF ในปี 2569 ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการบิน
อย่างไรก็ตาม SAF ไม่ควรถูกมองเพียงในฐานะต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อม แต่ควรพัฒนาเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ที่เชื่อมโยงภาคเกษตร พลังงาน อุตสาหกรรม การวิจัย และสายการบิน เพื่อสร้างห่วงโซ่การผลิต SAF ภายในประเทศ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และ Advanced Air Mobility กำลังเปลี่ยนรูปแบบของอุตสาหกรรมการบิน ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเตรียมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย มาตรฐาน และบุคลากรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว การเป็นเจ้าภาพเวทีระดับนานาชาติด้าน Advanced Air Mobility ในปี 2569 ควรถูกนำมาต่อยอดไปสู่การสร้างระบบนิเวศด้านนวัตกรรมและการลงทุนในประเทศ ประเด็นสำคัญอีกด้านคือการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อุตสาหกรรมการบินในอนาคตไม่ได้ต้องการเพียงนักบินและพนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน แต่ต้องการบุคลากรด้านข้อมูล ความปลอดภัย ความมั่นคงทางการบิน วิศวกรรม เทคโนโลยีดิจิทัล ความยั่งยืน โลจิสติกส์ และการบริหารประสบการณ์ผู้โดยสาร
สถาบันการศึกษาจึงต้องปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับทักษะที่ตลาดแรงงานในอนาคตต้องการการพัฒนา Aviation Hub ยังควรเชื่อมโยงกับสนามบินภูมิภาคและเมืองรอง ไม่ควรกระจุกตัวอยู่เฉพาะกรุงเทพมหานคร สนามบินในภูมิภาคควรได้รับการกำหนดบทบาทตามศักยภาพของแต่ละพื้นที่ เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว การค้า การลงทุน และการกระจายรายได้ ประเทศไทยควรจัดทำ National Aviation Hub Strategy ที่มีเป้าหมายระยะยาวและตัวชี้วัดชัดเจน โดยบูรณาการหน่วยงานด้านคมนาคม การท่องเที่ยว พลังงาน สิ่งแวดล้อม การศึกษา การลงทุน และความมั่นคงเข้าด้วยกัน ควรเปลี่ยนการวัดผลจากจำนวนผู้โดยสารไปสู่มูลค่าทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริง ส่งเสริม MRO และอุตสาหกรรมการบินต่อเนื่อง พัฒนาระบบนิเวศ SAF สนับสนุนเทคโนโลยีการบินใหม่ และสร้างบุคลากรที่มีทักษะตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรม
การเป็นศูนย์กลางการบินของประเทศไทยไม่ควรหมายถึงเพียงการมีเครื่องบินจำนวนมากขึ้นหรือมีผู้โดยสารเดินทางผ่านประเทศมากขึ้น แต่ต้องหมายถึงความสามารถในการเปลี่ยนการเดินทางทางอากาศให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างการลงทุน สร้างงาน พัฒนาเทคโนโลยี และกระจายรายได้ไปยังภูมิภาค ประเทศไทยมีทั้งทำเล โครงสร้างพื้นฐาน และศักยภาพด้านการบิน แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกภาคส่วนสามารถเชื่อมโยงศักยภาพเหล่านี้ให้เป็นระบบเดียวกัน เพราะเป้าหมายของ Aviation Hub ไม่ควรเป็นเพียงการเป็นจุดที่เครื่องบินแวะผ่าน แต่ต้องเป็นจุดที่เศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ ๆ เข้ามาเติบโตในประเทศไทย








