พื้นที่บ้านธารทอง ตำบลแม่เงิน อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ในอดีตเคยเป็นผืนป่าสงวนแห่งชาติและแหล่งต้นน้ำสำคัญระดับ 1A และ 1B ครอบคลุมลุ่มน้ำยาบ ลุ่มน้ำห้วยเม็ง และลุ่มน้ำห้วยน้ำส้ม ที่ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ทว่าย้อนกลับไปในยุคก่อน พื้นที่ป่ามากกว่า 500 ไร่กลับถูกแผ้วถางทำลายอย่างหนักจากการบุกรุกจับจองที่ทำกินของชาวไทยภูเขาที่อพยพมาจากหลายจังหวัด ซ้ำยังประสบปัญหากิจกรรมลักลอบปลูกฝิ่นและเส้นทางลำเลียงยาเสพติดข้ามชายแดน นำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงระหว่างชาวไทยภูเขากับราษฎรพื้นราบและเจ้าหน้าที่รัฐ
จนกระทั่งภาครัฐได้จัดระเบียบอพยพราษฎรเข้ามาตั้งถิ่นฐานอย่างเป็นทางการ แต่เนื่องจากจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินขนาด ส่งผลให้ปริมาณสัตว์น้ำในแหล่งน้ำธรรมชาติลดลงจนเข้าสู่วิกฤต
ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2546 สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร และมีพระราชดำริให้จัดตั้ง “โครงการสถานีพัฒนาการเกษตรที่สูงตามพระราชดำริ บ้านธารทอง” เพื่อฟื้นฟูสภาพป่าต้นน้ำลำธารควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตราษฎร
ในส่วนของภารกิจด้านการประมง พระองค์ทรงมีพระบรมราโชบายให้กรมประมงเข้าไปส่งเสริมการเลี้ยงปลาในแหล่งน้ำที่กรมชลประทานจัดสร้างขึ้น เพื่อให้ราษฎรบนพื้นที่สูงมีแหล่งอาหารด้านโปรตีนเพื่อบริโภคอย่างเพียงพอ
นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง กล่าวว่า กรมประมง ได้บูรณาการร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดเชียงราย ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้แก่เกษตรกรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นให้ชาวบ้านสามารถพึ่งพาตนเองได้ ผ่านแนวคิด “พอมีพอกิน” ก่อนต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้และความมั่นคงทางเศรษฐกิจในครัวเรือน
สัตว์น้ำหลักที่กรมประมงนำมาส่งเสริม ได้แก่ “ปลานิล” และ “กบนา” ซึ่งเหมาะสมกับข้อจำกัดของพื้นที่สูง โดยปลานิลเป็นสัตว์น้ำที่เลี้ยงง่าย โตเร็ว ทนต่อสภาพแวดล้อม และเป็นแหล่งโปรตีนสำคัญ ขณะที่กบนา สามารถเลี้ยงในระบบ “กระชังบก” ซึ่งใช้พื้นที่และปริมาณน้ำน้อย เหมาะสำหรับครัวเรือนที่มีพื้นที่จำกัดบนพื้นที่ภูเขา
ตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน กรมประมงได้ส่งเสริมอาชีพแก่ชาวบ้านจำนวน 20 ราย ผ่านกิจกรรมการเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน และการเลี้ยงกบนาในกระชังบก ผลัดเปลี่ยนกันไปตามความเหมาะสมและความต้องการของชาวบ้าน สำหรับประจำปีงบประมาณ 2567 เป็นการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรเลี้ยงกบนาในกระชังบก จำนวน 20 ราย โดยผลผลิตที่ได้รับรวมทั้งสิ้น 790 กิโลกรัม ส่วนประจำปีงบประมาณ 2568 เป็นการส่งเสริมอาชีพให้เกษตรกรเลี้ยงกบนาในกระชังบก จำนวน 20 ราย อยู่ระหว่างการเก็บข้อมูลผลผลิต และในประจำปีงบประมาณ 2569 ได้ขยายการส่งเสริมแก่เกษตรกรเพิ่มเติม แบ่งเป็นการเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน จำนวน 5 ราย และการเลี้ยงกบนาในกระชังบก จำนวน 15 ราย
ผลจากการดำเนินงานไม่ได้สร้างเพียงแหล่งอาหารในครัวเรือน แต่ยังช่วยเปลี่ยนวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ จากเดิมที่ต้องพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ ปัจจุบันสามารถผลิตอาหารได้ด้วยตนเอง และเริ่มต่อยอดไปสู่การสร้างรายได้จากการจำหน่ายผลผลิตและลูกพันธุ์สัตว์น้ำ
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จของการพึ่งพาตนเอง คือ “นางสุภาพ จันแปงเงิน” เกษตรกรต้นแบบและเจ้าของศูนย์การเรียนรู้เกษตรยั่งยืนบ้านแม่สุภาพ ซึ่งเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านระบบนิเวศเกษตรบนพื้นที่ 3 ไร่ 3 งาน 75 ตารางวา ที่เกิดจากการน้อมนำศาสตร์พระราชามาปรับใช้จนประสบผลสำเร็จ
จากผู้เคยเผชิญวิกฤตชีวิตจากสารเคมีปนเปื้อนในกระแสเลือดเนื่องจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและหนี้สินนับล้านบาท ได้ตัดสินใจน้อมนำศาสตร์พระราชาและแนวทางโคก หนอง นา มาปรับใช้ในพื้นที่ เริ่มจากการขุดคลองไส้ไก่บริหารจัดการน้ำ และรับการสนับสนุนความรู้ด้านการขยายพันธุ์สัตว์น้ำจากกรมประมง จนสามารถเปลี่ยนพื้นที่แห้งแล้งให้กลายเป็นระบบนิเวศเกษตรธรรมชาติที่มีพืชพรรณและสัตว์น้ำหลากหลายชนิด สามารถสร้างรายได้จากการจับกบนาจำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท จนปลดหนี้สินได้สำเร็จและกลายมาเป็นเกษตรกรต้นแบบที่ต่อยอดการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำได้เอง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นต้นแบบของการพัฒนาตัวเองได้ 100% ตรงตามวัตถุประสงค์หลักของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ปัจจุบัน บ้านธารทอง จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟูจากปัญหาในอดีต แต่กลายเป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่ผสมผสานระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การสร้างอาชีพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยมีกรมประมง เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนตามแนวพระราชดำริ เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนให้แก่ชุมชนบนพื้นที่สูง
การเปลี่ยนแปลงของบ้านธารทอง สะท้อนให้เห็นว่า การดูแลรักษาป่าและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนสามารถเดินหน้าไปพร้อมกันได้ เพราะเมื่อคนมีความมั่นคง มีอาหารเพียงพอ และมีอาชีพที่ยั่งยืน ก็จะเกิดแรงร่วมในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อส่งต่อความอุดมสมบูรณ์ให้กับคนรุ่นต่อไป








