น้ำตาที่หยดลงกลางวงสัมภาษณ์อาจเรียกยอดไลก์และคะแนนสงสารได้ชั่วข้ามคืน แต่ในโลกแห่งความเป็นจริงของการบริหารอำนาจรัฐ อาการตัดพ้อเหล่านั้นกลับประจานความตีบตันทางยุทธศาสตร์ได้อย่างหมดจด
วาทกรรม "สู้กับกำแพง" ที่ ศิริกัญญา ตันสกุล ขุนพลเศรษฐกิจของพรรคประชาชน หยิบยกขึ้นมาอธิบายความยากลำบากในการผลักดันวาระของพรรค กำลังถูกโต้กลับอย่างเจ็บแสบด้วยหลักสัจนิยมทางการเมือง นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล สวนหมัดตรงเข้าปลายคางผ่านโลกออนไลน์ด้วยประโยคที่ว่า “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก”
ข้อความสั้นๆ นี้คือฉากทัศน์การปะทะกันอย่างเป็นทางการ ระหว่าง "อุดมการณ์สุดโต่ง" ที่ไร้ความยืดหยุ่น กับ "เขี้ยวเล็บทางการเมือง" ของผู้คุมกติกา
กำแพงที่ทั้งสองฝ่ายกำลังกล่าวอ้าง ไม่ใช่อุปมาอุปไมยที่เลื่อนลอย มันคือสถาปัตยกรรมทางอำนาจที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากทุนผูกขาด เครือข่ายอุปถัมภ์ และระบบราชการรวมศูนย์ โครงสร้างเหล่านี้ถูกออกแบบมาอย่างแยบยลเพื่อสูบฉีดทรัพยากรไปหล่อเลี้ยงคนบนยอดปิรามิด พร้อมกับผลักภาระแสนสาหัสให้คนชั้นล่าง
กำแพงแผ่นนี้คือสิ่งเดียวกับที่พ่อค้าแม่ค้าอาหารริมทาง ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ที่อยากเติบโต หรือกระทั่งพนักงานเงินเดือนที่พยายามสร้างตัว ต้องเผชิญหน้าทุกครั้งเวลาเดินเข้าไปขอสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ หรือเวลาพยายามตั้งหลักสู้กับกลุ่มทุนยักษ์ใหญ่ การมีอยู่ของกำแพงจึงเป็นความบิดเบี้ยวทางเศรษฐกิจที่กัดกินและสกัดกั้นศักยภาพของสังคมไทยมานับทศวรรษ
ปัญหาของพรรคประชาชนเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่ความตั้งใจ แต่อยู่ที่การเลือกใช้ยุทธวิธี
สไตล์การทำงานแบบขวานผ่าซากที่หวังจะทลายโครงสร้างรัฐด้วยการตั้งป้อมพุ่งชนตรงๆ กำลังกลายเป็นเพียงการผลิตซ้ำความพ่ายแพ้ ยิ่งดันทุรังชนก็ยิ่งเจ็บตัว ยิ่งเปิดหน้าสู้แบบไร้ศิลปะการเจรจา ก็ยิ่งสูญเสียแนวร่วมที่ไม่อยากบาดเจ็บไปฟรีๆ กับสงครามที่ประเมินแล้วว่าแทบไม่มีวันชนะ การพยายามหักด้ามพร้าด้วยเข่าในจังหวะที่กติกาและกลไกกฎหมายไม่ได้เอื้ออำนวย คือการเอาต้นทุนความหวังของมวลชนไปเผาทิ้งกลางสมรภูมิอย่างเปล่าประโยชน์
ในยามที่เศรษฐกิจประเทศบอบช้ำจนแทบจะหยุดหายใจ สิ่งที่สังคมต้องการมองเห็นจากขั้วการเมืองฝ่ายค้าน ไม่ใช่ภาพของนักรบที่เอาแต่วิ่งหัวแตกเลือดอาบแล้วกลับมาร้องไห้โอดครวญ แต่คือ "กุนซือ" ที่ชาญฉลาดพอจะสร้างสะพาน หาบันได หรือเจาะอุโมงค์เพื่อพาสังคมข้ามอุปสรรคนี้ไปให้ได้
การเมืองไม่ใช่พลศึกษาที่วัดกันด้วยพละกำลังความอึด แต่มันคือเกมหมากรุกที่ต้องรู้จังหวะรุก จังหวะถอย และต้องเชี่ยวชาญศิลปะแห่งการต่อรอง การสร้างสะพานหรือเจาะอุโมงค์ในทางการเมือง หมายถึงการผลักดันกฎหมายแบบค่อยเป็นค่อยไป การหาแนวร่วมข้ามขั้วอุดมการณ์ หรือแม้กระทั่งการยอมถอยในประเด็นรองเพื่อรักษาวาระหลักเอาไว้ การประนีประนอมในบางจังหวะเพื่อแลกกับการได้เดินหน้าต่อร้อยก้าว ย่อมดีกว่าการยืนหยัดอย่างโดดเดี่ยวในจุดเดิมเพื่อรอวันถูกทุบทำลาย
หากพรรคประชาชนยังไม่เลิกโรแมนติกกับบาดแผลของตัวเอง สุดปลายทางของการสู้กับกำแพงครั้งนี้ ก็คงมีทิ้งไว้แค่รอยเลือดบนแผ่นคอนกรีต
หันกลับมามองฝั่งรัฐบาล ผู้คุมอำนาจบริหารก็ใช่ว่าจะสามารถลอยตัวเหนือปัญหา
ข้อความแกมหยันของผู้นำรัฐบาล ประทับตราความเย่อหยิ่งของผู้ถือครองอำนาจได้อย่างชัดเจน การประกาศอย่างหน้าตาเฉยว่ากำแพงนั้น "สูงขึ้น หนาขึ้น" คือการยอมรับกลายๆ ว่าผู้คุมกติกากำลังพอใจกับการก่ออิฐโบกปูนเพื่อสกัดกั้นการเปลี่ยนแปลง ตราบใดที่ผู้ท้าทายยังคงติดหล่มอยู่กับวิธีการสู้รบแบบเดิมๆ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็แทบไม่ต้องออกแรงทำอะไร นอกจากการยืนกอดอกมองบนหอคอยงาช้าง แล้วปล่อยให้อีกฝั่งทำลายตัวเองไปอย่างช้าๆ
รัฐบาลอาจรู้สึกมีชัยในเกมวาทกรรม แต่ชัยชนะที่ตั้งอยู่บนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจไม่ใช่สิ่งที่ควรภาคภูมิใจ ขณะที่นักการเมืองมัวแต่สาดโคลนเยาะเย้ยกันเรื่องใครหัวแข็งกว่าใคร คนตัวเล็กตัวน้อยกำลังถูกกำแพงแห่งอำนาจนี้บีบอัดจนไร้ทางรอด หากรัฐบาลพอใจเพียงแค่นั่งมองความพ่ายแพ้ของผู้ท้าทาย โดยไม่ลงมือเปิดประตูให้ผู้คนข้ามไปสู่โอกาสใหม่ๆ ความศรัทธาต่อกลไกอำนาจรัฐย่อมเสื่อมสลายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
สมรภูมิกำแพงครั้งนี้ตีแผ่ความตีบตันของทั้งระบบออกมาให้เห็นเต็มสองตา
ฝ่ายหนึ่งกอดอุดมการณ์แน่นจนละเลยการวางแผนยุทธศาสตร์ อีกฝ่ายหนึ่งกุมอำนาจรัฐไว้ล้นมือแต่กลับใช้มันเพื่อรักษาสถานะเดิม แทนที่จะปลดล็อกศักยภาพของประเทศ สังคมไทยกำลังถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ตรงกลางขนาบข้างด้วยความดันทุรังที่ไร้เข็มทิศ และความเฉยเมยต่อความเจ็บปวดของผู้คน
กาลเวลาจะพิสูจน์เองว่า ยุทธศาสตร์การเมืองแบบใดที่จะนำพาประเทศรอดพ้นจากปากเหวทางเศรษฐกิจ
ถ้าฝั่งที่ประกาศตัวเป็นความหวังใหม่ ยังคงปฏิเสธที่จะเรียนรู้ศิลปะแห่งการออมกำลังและพลิกแพลงกลยุทธ์ คงได้เห็นขุนพลร่วงหล่นลงทีละคนสองคนหน้ากำแพงแห่งนี้ไปอีกนานแสนนาน
ฉากทัศน์ที่มืดมนที่สุดของประเทศนี้ ไม่ใช่การที่พรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งสูญสิ้นอำนาจ หรือถูกยุบสลายหายไปจากสารบบ แต่คือการที่ประชาชนคนธรรมดา นั่งมองกำแพงหนาทึบแผ่นนี้แล้วตัดสินใจยอมแพ้ให้กับโชคชะตา เพราะตระหนักได้ว่าไม่ว่าจะฝากความหวังไว้ที่ใคร สถาปัตยกรรมทางอำนาจที่กดทับพวกเขาอยู่ ก็ไม่มีวันถูกทำลาย
#พรรคประชาชน #ศิริกัญญาตันสกุล #อนุทินชาญวีรกูล #การเมืองไทย #วิเคราะห์การเมือง #สู้กับกำแพง #เกมการเมือง #อำนาจรัฐ #อุดมการณ์ #รัฐบาลไทย #ฝ่ายค้าน #เศรษฐกิจไทย #ความเหลื่อมล้ำ #ทุนผูกขาด #ข่าวการเมือง #สยามรัฐ








