ผู้การวิศรุฒน์
กองทัพเรือกำลังเผชิญกับคลื่นลมแรง ผลพวงจากการคัดเลือก เรือฟริเกตลำแรก ที่เชื่อมโยงกับการแต่งตั้งโยกย้าย ที่จะต้องมีการแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารเรือ (ผบ.ทร.) คนใหม่ ที่ถูกจับตามองว่าจะเชื่อมโยง กับโครงการเรือฟริเกต นี้อย่างแยกไม่ออก
โดยเฉพาะเมื่อ 1 ใน 4 แคนดิเดตชิงเก้าอี้ ผบ.ทร. คือ “บิ๊กโอ๋” พลเรือเอก กรวิทย์ ฉายะรถี ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ (ผบ.กร.) ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการพิจารณาคัดเลือก เรือฟริเกต
จนเป็นที่กล่าวขานกันว่าหากโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต ราบรื่นเรียบร้อย จนได้เซ็นสัญญา พลเรือเอก กรวิทย์ ก็จะขึ้นเป็น ผบ.ทร. แบบ “นอนมา” ถึงแม้ว่าโครงการนี้จะเกิดปัญหาถูกโจมตี ถูกทัวร์ลงอย่างหนัก ทั้งเรื่องการ ล็อกสเปก ความไม่โปร่งใส ในขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่กำหนด TOR จนถึงขั้นตอนการคัดเลือก
อีกทั้งยังปิดๆ บังๆ ผลสรุปการเลือกบริษัทของคณะกรรมการฯ โดยอ้างเรื่องข้อกฎหมาย และกระบวนการ จึงยังไม่แถลงผลของการคัดเลือก อีกทั้งมีเงื่อนไขด้วยว่า หากผ่านกระบวนการพิจารณาจากกองทัพเรือ จนถึงกระทรวงกลาโหมแล้ว ก็อาจจะเปิดเผยผลการพิจารณาได้แค่บางส่วน
จาก จำนวน 6 บริษัท 4 ประเทศ ที่เข้ารอบแรก มา ทั้ง Hyundai Heavy Industries เกาหลีใต้ และ Hanwha Ocean รวมทั้ง Singapore Technologies Engineering จากสิงคโปร์ Askeri และ TAIS จาก ตุรกี และ Navantia จาก สเปน ท่ามกลางกระแสข่าวลือว่า บริษัท ฮันวา ของ เกาหลีใต้ คือบริษัทที่ถูกเลือก
ส่วน บริษัท ที่ตกรอบ โครงการเรือฟริเกต ลำแรกของ ทร. จะทำหนังสือร้องเรียน ไปยัง ทร. และกระทรวงกลาโหม เพราะ คณะกรรมการ พิจารณาโครงการเรือ ฟริเกต ของ ทร. เขียน TOR เรือ แบบ ล็อกสเปก เอื้อให้บางบริษัท ตั้งแต่ต้น และใช้วิธี ปรับตกรอบ ด้วยคุณสมบัติที่ไม่ตรง TOR ทั้ง 5 บริษัท คงเหลือ บริษัทเดียว ที่ผ่านฉลุย โดยไม่ต้องแข่งกับใคร แม้จะถูกวิจารณ์ว่า ข้อเสนอ ทั้ง performance และ ราคา รวมทั้ง Offset Policy ต่ำกว่า บริษัทอื่นๆ โดยเฉพาะการต่อเรือภายในประเทศไทยเพียงแค่ 20% ขณะที่บริษัทอื่นเสนอต่อเรือในประเทศตั้งแต่ 40% จนถึง 100% ก็ตาม
ถึงขั้นที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่สนับสนุนโครงการต่อ ฟริเกต ของกองทัพเรือมาโดยตลอด ยังได้โพสต์ แสดงความกังขา โดย ระบุถึงกระแสข่าวลือ เรื่อง การใช้วิธี ปรับตกคุณสมบัติ ของบริษัทคู่แข่งอื่นๆ จนทำให้เหลือบริษัทเดียวที่ผ่านเข้ารอบและชนะการคัดเลือก
แต่กองทัพเรือ ก็จะยังคงเดินหน้าโครงการนี้ต่อไป โดยไม่มีการทบทวนหรือพิจารณาคัดเลือกใหม่ โดยมีเหตุผลเรื่องความเร่งด่วนของการสร้างความพร้อมทางเรือเพื่อพร้อมรับสถานการณ์
เนื่องจากโครงการนี้จะต้องสำเร็จเสร็จสิ้นภายในเดือนกันยายนนี้ ก่อนที่ “บิ๊กเฟื่อง” พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์ ผบ.ทร. จะเกษียณราชการ และต้องมีการลงนามเซ็นสัญญาก่อน ที่จะเกษียณ ประการสำคัญยังถูกมองว่าจะเชื่อมโยงกับการเลือก ผบ.ทร. คนใหม่
จนเกิดกระแสข่าวและการถูกจับตาดูในกองทัพเรือ หากโครงการนี้ สำเร็จ พลเรือเอก กรวิทย์ ซึ่งเป็นประธานโครงการ จะได้ขึ้นเป็น ผบ.ทร. อย่างแน่นอน แม้ว่าจะเหลืออายุราชการแค่ปีเดียว ก็จะเกษียณในตุลาคม 2570 นี้แล้ว ก็ตาม
แม้จะมีกระแสข่าวในกองทัพทุกเหล่าทัพว่ามีสัญญาณของการกำหนดให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพจากนี้ไปจะต้องมีอายุราชการตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไปเพื่อให้การทำงานต่อเนื่อง เพราะการเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพแค่หนึ่งปี แป๊บเดียวก็หมดเวลา ไม่สามารถทำอะไรได้ต่อเนื่อง
จึงทำให้ชื่อของ “บิ๊กเอก” พลเรือเอก นเรศ วงศ์ตระกูล ผู้ช่วย ผบ.ทร. ที่มีอายุราชการถึง ตุลาคม 2571 กลายเป็นตัวเต็งอีกคน ที่จะขึ้นเป็น ผบ.ทร. คนใหม่ แต่ก็มีกระแสข่าวว่า พลเรือเอก ไพโรจน์ ยืนยันที่จะ เสนอชื่อ พลเรือเอก กรวิทย์ เป็น ผบ.ทร. คนใหม่แทน
ขณะที่เตรียมทหารรุ่น 26 ซึ่งเป็นรุ่นที่มีพลัง และเป็นผู้บัญชาการเหล่าทัพและแกนนำในเหล่าทัพ ได้มีการหารือกันเป็นการภายใน เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง และเป็นการรอมชอมในรุ่น อีกทั้งไม่อาจต้านทาน การตัดสินใจของพลเอก ไพโรจน์ ได้ จึงตกลงที่จะให้ พลเรือเอก กรวิทย์ เป็น ผบ.ทร. ก่อน 1 ปี แล้วจากนั้นพลเรือเอก นเรศ เป็นต่ออีก 1 ปี
อย่างไรก็ตามด้วยเหตุที่โครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ถึงความไม่โปร่งใส แม้กองทัพเรือจะอ้างว่ามีคณะกรรมการคุณธรรม ร่วมพิจารณาอยู่ด้วยก็ตาม แต่ในทางปฏิบัติแล้ว คนในวงการรู้ดีว่า เป็นเสมือน พระอันดับ ที่มานั่งประชุมด้วยเท่านั้น แต่ไม่มีสิทธิ์มีเสียงใด รวมทั้งการพิจารณา ขั้นตอนต่างๆ ในส่วนกองทัพเรือก็ทำกันเองเป็นการภายใน
อาจกล่าวได้ว่า เป็นจังหวะที่ไม่ดี ของกองทัพเรือ ที่การพิจารณาเรือฟริเกต มาตรงกับห้วงแต่งตั้งโยกย้ายที่ต้องมีการเลือก ผบ.ทร. คนใหม่ พอดี และ ประธานคณะกรรมการฯ ก็เป็น แคนดิเดต ที่จะขึ้น ผบ.ทร. คนใหม่ อีกด้วย
ที่สำคัญที่สุดคือการแข่งขันในวงการต่อเรือ เพราะหากบริษัทใดที่ชนะและได้ต่อเรือฟริเกต ลำแรกนี้ ให้กับ ทร. แล้วก็ย่อมเป็นเสมือนหลักประกัน ในการที่จะได้ต่อเรือฟริเกต ลำที่ 2-3-4 ต่อไปด้วย
เพราะผู้บัญชาการทหารเรือได้ยืนยันแล้วว่า จะใช้แบบเรือเดียวกันในการต่อเรือฟริเกต ลำต่อๆ ไป ด้วย เพื่อประหยัดงบประมาณในเรื่องการออกแบบไปได้ราว 3-4 พันล้านบาท
จึงทำให้การต่อสู้แข่งขันมีความเข้มข้นขึ้น และไม่ยอมกัน แม้จะมีกระแสข่าวว่ากองทัพเรือได้พูดคุยกับบริษัทต่างๆ ที่ตกรอบ เพื่อชี้แจงอธิบาย ไม่ให้มีการร้องเรียน ก็ตาม แต่ยังดูเหมือนว่ามีบางบริษัท ที่ต้องการต่อสู้เรื่องนี้ เพื่อให้มีการพิจารณาใหม่
แต่กองทัพเรือ ก็ไม่ถอย แต่จะเดินหน้าไปตามแผนเดิม และยืนยันในผลการคัดเลือก ท่ามกลางกระแสข่าวว่ากองทัพเรือ ได้เจรจา และรายงานกับ พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม และรายงานผู้มีอำนาจในรัฐบาล และพรรคสีน้ำเงินแล้ว
ท่ามกลางการถูกจับตามองว่าเมื่อขั้นตอนทางธุรการเสร็จสิ้น เมื่อกองทัพเรือส่งเรื่องไปยังกองบัญชาการกองทัพไทย และ ปลัดกระทรวงกลาโหมและ กระทรวงกลาโหม เพื่อส่งเข้า ครม. แล้ว กองทัพเรือจะมีการแถลงผลการคัดเลือกหรือไม่ และจะแถลงในลักษณะใด
เพราะในห้วงที่ผ่านมากองทัพเรือ มักใช้วิธีการให้โฆษกกองทัพเรือ ส่งเป็นเอกสารชี้แจงแถลงข่าว ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อสารทางเดียว ไม่มีการเปิดตั้งโต๊ะแถลงข่าว โดยให้เหตุผลว่ารอให้กระบวนการทุกอย่างเสร็จสิ้นก่อน แต่ก็ต้องรอดูว่ากองทัพเรืออาจใช้วิธีการ เดิมคือการแจกเป็นเอกสารข่าว แทนการตั้งโต๊ะแถลงที่จะถูกรุมซักถาม
แม้ว่าในเบื้องต้น “พลเรือตรี” ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษก กองทัพเรือ จะปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ามีการล็อกสเปก โดยอ้างว่าหากล็อกสเปก ก็คงไม่ทำหนังสือเชิญชวนให้หลายบริษัทเข้ามาสู่การพิจารณา หรอก ซึ่ง ก็ถูกชาวเน็ต ตั้งคำถามกลับมาว่าก็ต้องเชิญชวนมาหลายๆ บริษัทเพื่อให้ดูเป็นปกติ แต่ทุกอย่างได้ถูกกำหนดไว้ใน TOR แล้ว รวมถึงการกำหนดให้ใช้ NATO Standard ที่ก็สามารถตัด บริษัทจากรัสเซีย และจีน ให้ตกรอบได้ตั้งแต่ต้น
จนถูก สส. พรรคฝ่ายค้าน นำไปเชื่อมโยง และอภิปรายในสภาในช่วงการพิจารณางบประมาณ 2570 ที่ผ่านมา และโจมตีไปที่พลโท อดุลย์ โดยพยายามเชื่อมโยงว่า ต้องการเรือฟริเกต จีน และ การที่กระทรวงกลาโหมสั่งชะลองบประมาณปี 2570 ต่อเรือลำ 2 ของกองทัพเรือ ออกไป จนทำให้พลโท อดุลย์ ต้องยืนยันว่าไม่เคยสั่งหรือเกี่ยวข้องใดๆ กับการคัดเลือก เรือฟริเกต ทร.
แต่ผลพวงก็ทำให้ พลโท อดุลย์ เกิดความกังขาสงสัย ถึงท่าทีของฝ่ายค้าน ที่สนับสนุนกองทัพเรือให้ได้งบต่อเรือลำที่ 2 และข้อมูลที่นำมาอภิปรายโจมตีตัวพลโท อดุลย์ ว่าได้มาจากกองทัพเรือหรือทหารเรือคนใดร่วมมือหรือไม่ ที่ยังกลายเป็นเรื่องคาใจของพลโท อดุลย์ และต้องการให้กองทัพเรือเร่งแถลงข่าวชี้แจงผลการคัดเลือก เพื่อยืนยันว่าฝ่ายกลาโหมไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง
แต่ทว่าฝ่ายกองทัพเรือก็ยัง ดึงเวลา และยื้อเวลาออกไป โดยอ้างเรื่องยังไม่เสร็จสิ้นกระบวนการ และห่วงเรื่องจะขัดต่อระเบียบและข้อกฎหมาย พร้อมออกตัวที่จะไม่แถลงในรายละเอียดเพราะอาจกระทบข้อมูลของบริษัท ที่ส่งผลให้ถูกทัวร์ลงอีกเช่นกัน
ดังนั้น จึงต้องรอดูว่ากระแสเรื่อง เรือฟริเกต นี้ จะเบาบางหรือเข้มข้นขึ้นอย่างไรเพราะ ใกล้ห้วงโค้งสุดท้ายของการแต่งตั้งโยกย้าย ที่จะต้องมีการนำรายชื่อเข้าสู่ที่ประชุมของคณะกรรมการแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารชั้นนายพลของกระทรวงกลาโหม หรือบอร์ด 6 กลาโหม ในกลางเดือนสิงหาคมนี้แล้ว
เพราะหากโครงการเรือฟริเกต ยังไม่เรียบร้อย และส่อเค้าวุ่นวาย จากการร้องเรียนของบริษัทที่ตกรอบ เพราะการถูกปรับตกเรื่องคุณสมบัติ อีกทั้งบริษัทที่คาดว่าจะถูกคัดเลือกนั้นกลับมีคุณสมบัติและข้อเสนอที่ด้อยกว่าบริษัทอื่นๆ ก็อาจทำให้พลเรือเอก ไพโรจน์ ตัดความเชื่อมโยง ระหว่างโครงการฟริเกต กับการเลือก ผบ.ทร. คนใหม่ ซึ่งหากพลังของเตรียมทหาร 26 แรงพอก็อาจจะทำให้พลเรือเอก นเรศ ซึ่งมีอายุราชการสองปี ได้ขึ้นไปเป็น ผบ.ทร. คนใหม่
แต่หากยึดตามพลเรือเอก ไพโรจน์ หากไม่ยืนยันชื่อของพลเรือเอก กรวิทย์ ก็อาจจะเกิดส้มหล่น ที่ “บิ๊กอ๋อย” พลเรือเอก สุชาติ ธรรมพิทักษ์เวช รอง ผบ.ทร. จากเตรียมทหารรุ่น 25 ซึ่งมีความใกล้ชิดสนิทสนมกับพลเรือเอก ไพโรจน์ มายาวนาน และมีอาวุโสสูงสุดในกองทัพเรือ อาจกลายเป็น ทางเลือกสุดท้าย ท่ามกลางกระแสคลื่นลมแรง ที่พร้อมโหมกระหน่ำเรือฟริเกต ให้อับปาง ลงได้ แต่หากพลเรือเอก ไพโรจน์ กัดฟันที่จะสู้ ยืนยันข้อเสนอเดิม คือพลเรือเอก กรวิทย์ ก็ไม่มีใครอาจ ทำให้เปลี่ยนแปลงเปลี่ยนใจได้เพราะอำนาจ ในการเลือกผู้บัญชาการเหล่าทัพคนใหม่ อยู่ที่ ผบ.เหล่าทัพ เท่านั้น








